แด่นักประชาธิปไตย

แด่นักประชาธิปไตย

การยึดเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้งในการวิเคราะห์นั้นก็ดีอยู่หรอกแต่ต้องดูด้วยว่าประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยนั้นมีกําเนิดมาในบริบทไหน

ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือโบราณที่ีชนชั้นนํา สร้างไว้ใช้แก้ปัญหาบางอย่าง แล้วก็แก้ปัญหานั้นๆได้ดีเสียด้วยภายใต้ context ของมัน

สมัยกรีกโบราณมีชนชั้นหลายชนชั้น มีทาส ผู้หญิง คนสีผิว และคนจนจํานวนมากที่ไร้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งต้องห้ามในสังคมสมัยนั้น ประชาธิปไตยของกรีกโบราณก็ทํางานของมันไปได้โดยการคัดสรรภายในกลุ่มชนชั้นนํา ที่มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเท่าๆกัน (ประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์สมัยใหม่อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือฝรั่งเศษก็เป็นเครื่องมือของกลุ่มชนชั้น elite เช่นกัน)

แต่พอค่านิยมของสังคมเปลี่ยนไป ระบบ(หรือเครื่องมือ)ก็ต้องเปลี่ยนตามครับ ที่ว่าเปลี่ยนนี่คือ “เปลี่ยน” จริงๆนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่ขยายระบบเดิมให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น (หรือ inclusive มากขึ้นเท่านั้น)

พวกฝรั่งในสหรัฐอเมริกานั้นจะชอบแบบ “ทําเครื่องมือให้ใหญ่ขึ้น” (ในที่นี้หมายถึงประชาธิปไตย) คือว่า...…จะต้องรวมเอาทุกชนชั้น เข้ามาอยู่ในระบบเลือกตั้งด้วยกันทั้งหมด

OK ครับ.... นี่เป็นสิ่งที่ดี แต่ผมกลัวว่ามันจะจบเพียงแค่นี้สิครับ !

ระบบประชาธิปไตยก็เปรียบเสมือนรถเก๋งล่ะครับ สร้างมาเพื่อเป็นเครื่องมือสําหรับขนส่งชนชั้นนํา แล้วก็เป็นเครื่องมือที่ทํางานดีเสียด้วย มีที่นั่ง 5 ที่นั่ง มีที่วางกาแฟ มีกระจกแต่งหน้า ฯลฯ

แต่ถ้าเราต้องการจะขนส่งคนจํานวน 500 คนพร้อมๆกัน เครื่องมือที่จะสามารถทําหน้าที่นี้ได้อย่างดีก็น่าจะเป็น “รถไฟ” นะครับ (ไม่ใช่รถเก๋งขนาดยักษ์)

การจะเลือกใช้ “เครื่องมือ” หรือ _ism ต่างๆนั้น ต้องดูด้วยว่ามันสร้างมาในบริบทอะไร แก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน ควรเอาเครื่องมืออื่นๆเข้ามาผสมผสานด้วยหรือไม่ หรือควรทดลองใช้เครื่องมือใหม่ไปเลย

คงไม่มีใครยังจะดันทุรังเอาค้อนไปตอกเสาเข็มละกระมัง ....


ด้วยความอดทน

นักประชาทน

นายทุนปิด พนักงานเปิด !

ท่ามกลางกระแสข่าวการปิดโรงงานผลิตสินค้าส่งออก จะสังเกตได้ว่ามีการให้เหตุผลของการปิดโรงงานว่าเป็นปัญหาเรื่องเงินบาทแข็ง เจ้าของโรงงานส่งออกขนาดใหญ่ต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นมานั้นทําให้บริษัทฝรั่งเลิกซื้อสินค้าจากโรงงาน เพราะราคาสินค้านั้นจะแพงขึ้นเนื่องจากไม่สามารถลดค่าแรงพนักงานได้

โรงงานส่งออกในประเทศไทยเหล่านี้มักจะผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าให้บริษัทข้ามชาติอย่างเช่น Nike Puma หรือ Reebok

บริษัทรองเท้าอย่างเช่น Nike นั้นขายรองเท้าให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาในราคาคู่ละ 100 เหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทย (ก่อนบาทแข็ง) ประมาณ 4000 บาทต่อคู่ พนักงานและช่างฝีมือที่ทํางานให้แก่บริษัทส่งออกเหล่านี้เป็นผู้สานเย็บรองเท้าทุกคู่ และได้ค่าตอบแทนประมาณ 10 บาทต่อคู่

การปิดโรงงานโดยให้เหตุผลว่าค่าแรงแพงหรือเงินไม่พอนั้นจึงไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง ประเด็นที่สําคัญคือปริศนาของเงินจํานวน 3990 บาทที่เหลือจากการขายรองเท้าหนึ่งคู่ เงินจํานวน 3990 บาทนั้นสูญหายไปไหน ทําไมเจ้าของโรงงานมีรถเบนซ์ขับพร้อมเงินจ้างคนรถเดือนละ 8000 บาท ในขณะที่ภรรยาพนักงานหลายคนยังต้องโหนรถเมล์ไปคลอดลูก

คําถามเช่นนี้มีความเป็นสากลอยู่พอควร เพราะการปิดโรงงานที่กําลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศอื่นๆทั่วโลกที่ดําเนินนโยบายตาม IMF และสหรัฐอเมริกา

เมื่อปี 2543 โรงงานทั่วประเทศอาเยนติน่าจําต้องปิดกิจการเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจตกตํ่า เจ้าของโรงงานต่างบอกกับพนักงานว่า “พรุ่งนี้คุณไม่ต้องมาทํางานแล้วนะ” พูดพลางก็ร้องไห้ไปพลาง พอเสร็จกิจแล้วก็เอาล็อกมาล็อกประตูโรงงานเอาไว้ไม่ให้พนักงานกลับเข้าไปใช้เครื่องมือและเครื่องจักรในโรงงานได้อีก

พนักงานจํานวนมากก็ไม่มีงานทําเป็นเวลาหลายเดือน บ้างก็ทํามาหากินด้วยการเก็บของกินจากถังขยะ บ้างก็กินยานอนหลับ (แต่ไม่ตื่น) แต่บังเอิญมีพนักงานใจนักเลงอยู่กลุ่มหนึ่ง เดินตรงเข้าไปยังโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ที่ถุกปิดร้างแช่สนิมไว้หลายเดือน พวกเขาเริ่มปลดล็อกประตูโรงงานอย่างช้าๆ(ด้วยเลื่อยไฟฟ้า) แล้วเข้าไปปัดฝุ่นแก้วกาแฟส่วนตัวที่ถูกล็อกไว้ในโรงงานเกือบค่อนปี

พวกเขาเริ่มชงกาแฟกันดื่ม พร้อมจุดสตารท์เครื่องจักรในโรงงานจนร้อน ในขณะเดียวกันก็ตั้งวงคุยกันว่าวันนี้จะผลิตอะไหล่รถยนต์สักกี่ชิ้นดี โดยจะตั้งราคาเท่าไร เมื่อตกลงราคากันได้แล้ว ก็ตกลงกันว่าขายได้เท่าไรก็จะแบ่งเงินที่ได้มาเท่าๆกันทุกคน ว่าแล้วโรงงานแห่งนี้ก็เริ่มเปิดบริการทําอะไหล่รถยนต์กันอีกครั้งหนึ่ง (แม้ว่านายทุนและผู้จัดการโรงงานนั้นยังคงพักร้อนอยู่ชายหาดในต่างประเทศก็ตาม) โรงงานแห่งนี้ทํางานโดยไม่มีเจ้านาย เนื่องจากรายได้ของทุกคนเท่ากันและพนักงานทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงจากการผลิต พนักงานก็จะคอยตักเตือนกันเองอยู่เสมอ

ปรากฎว่ายอดขายในเดือนแรกนั้นสูงมากพอที่จะเลี้ยงชีพพนักงานทั้งหมดในโรงงานได้ คิดเป็นค่าแรงต่อคนสูงกว่าที่เคยได้เสียอีก เนื่องจากกําไรที่ได้นั้นกลับเข้าสู่พนักงานทั้งหมด แทนที่จะผลิตเพื่อ “ส่งออก” โรงงานแห่งนี้ก็หันไปผลิตไว้ขายคนในระแวกนั้นแทน เป็นการลดต้นทุนการขนส่งและตัด “ค่าแรง” ของนายทุนและผู้บริหารออกไป

หลังจากนั้นไม่นานพนักงานโรงงานอีก 200 โรงงานก็เข้าไปปลดล็อกประตูโรงงานของตนเช่นกัน แล้วเริ่มทํางานกันอย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานท่อผ้า โรงงานผลิตรองเท้า โรงงานดินเผา โรงงานทําอิฐ รวมไปถึงโรงพยาบาลและคลีนิคต่างๆก็ทําแบบเดียวกันจนเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ

แน่นอนการเข้าไปปลดล็อกโรงงานโดยพนักงานนั้นย่อมเป็นการกระทําอันเป็นปรปักษ์ต่อนายทุนและผู้บริหารอย่างชัดเจน แต่พนักงานก็มีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายคืนจากนายจ้างได้ในรูปแบบของ “ทุน” ที่แอบแฝงอยู่ในเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆในโรงงาน

สิทธิที่จะใช้เครื่องจักร (ทุน) ในโรงงานจึงไม่ต่างสิทธิที่จะได้รับเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง โชคดีที่รัฐบาลประเทศอาเยนติน่าสนับสนุนการกระทําของพนักงานอย่างเต็มที่ รัฐบาลจะไม่สนับสนุนก็คงไม่ได้เพราะมันเป็นการกระทําที่ประชาชนทุกคนจับต้องได้และมีผลต่อชีวิตของเขาจริงๆ ความต้องการของประชาชนที่จะมีโรงงานในลักษณะนี้จึงเป็นหลักประกันที่สําคัญในของต่อรองกับอํานาจทุน (และรัฐ)

การเคลื่อนไหวในภาคประชาชนจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะมี “จุดขาย” ที่จับต้องได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ “ประชาธิปไตย” ลอยๆบนแผ่นกระดาษ ประชาชนจะต้องรู้สึกว่าถ้าเขาลุกขึ้นสู้แล้วชีวิตเขาจะดีขึ้นจริง นี่แหละคือความเป็นนักเลงของคนไทย ที่ “นักประชาธิปไตย” ยังไม่เข้าใจ

เปลี่ยนฉันทนาให้เป็นชาวนา

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> ฝรั่งว่า: ชายไทยอ่อนแอ ไม่กล้าเถียง และขี้อิจฉา
> ฆ่าไทยขายฝรั่ง
> หนุ่มไทยเดือด จีไอ "กิ๊ก" แฟน
> เปิดโปง: รัฐก่อการร้ายเพื่อดอลล่าร์

เมื่อคนงานหลักแสนตกงานเพราะบาทแข็ง ทางรัฐจะหาโอกาสเพื่อรองรับพี่น้องชาวไทย ที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้หรือ? Made in ไทยแลนด์ ไม่เร็วก็ช้าก็ต้องมาถึงวันนี้ วันที่เรารู้ตัวว่าเราไม่สามารถแข่งกับจีน หรืออินเดียได้อีกแล้ว ในการเป็นโรงงานถูกๆ ให้ผู้บริโภคชาวตะวันตกผลาญทรัพยากรโลกเล่น

จะว่าไปแล้วก็เป็น shock therapy ที่ดี ที่ทำให้ไทยเร่งหาหนทางเลือกอื่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีคน 70% ของประเทศเป็นผู้ที่หาเช้ากินค่ำ แม้ว่าในช่วงปรับเปลี่ยนนั้นอาจจะมีอาชญากรรมมากขึ้นก็ตาม

ปัญหาที่ด่วนที่สุดของคนตกงานเหล่านี้ คือเรื่องของปากท้อง เพราะรายได้ที่ขาดไปหนึ่งวัน หมายความถึงการขาดอาหารในวันถัดไป ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด คือการจัดระบบให้คนตกงานเหล่านี้ได้ผลิตอาหารเอง

ไหนๆ รัฐบาลนี้ก็เป็นเผด็จการ ทำไมไม่ใช้อำนาจเผด็จการอย่างสร้างสรรค์ ดังนี้

1. ทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพื้นที่ว่างเปล่าเป็นแปลงเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่มากมายที่ถูกทิ้งร้าง เพราะรอเก็งกำไรหรือเพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี

2. รัฐบาลเผด็จการ สามารถอ้างสิทธิ์ในการขอเช่าในราคาถูกจากเจ้าของที่ดินเหล่านี้


3. แล้วเปลี่ยนที่ดินเหล่านี้ให้เป็น เครือข่ายของสวนขนาดเล็ก (a network of mini-gardens) ใช้เป็นที่ปลูกพืชผักอินทรีย์

4. เปลี่ยนฉันทนา กลับเป็นชาวนาอีกครั้ง โดยแบ่งให้ไปดูแลสวนตามขนาด ถ้าสวนใหญ่ก็มีหลายคน ถ้าสวนเล็กก็เฝ้าคนเดียวได้ ตัวอย่างของพืชโตเร็วที่ใช้บริโภคได้ภายในสองสามเดือน มะละกอ มะเขือเทศ ถั่ว (เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนผสมของส้มตำ อาหารโปรดของคนไทย)

5. รัฐสามารถลงทุนสร้าง ครัวประชาชน ตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพ โดยผลผลิตจากเครือข่ายสวนในบริเวณใกล้เคียง จะป้อนเข้าสู่ครัวประชาชนโดยตรง และชาวสวน ก็จะไปรับประทานอาหารที่นั่นโดยตรง

6. หากมีผลผลิตเหลือ ก็ตีตลาดชีวจิตได้ในราคา premium แล้วนำกำไรกลับมาลงทุนในเรื่องของการจัดการเครือข่ายสวนขนาดเล็ก

7. ในระยะเริ่มต้น รัฐอาจจะต้องใช้เงินภาษีสนับสนุนการจัดตั้งระบบและครัวก่อน และอาจจะออกเป็น micro-loans ให้ผู้ตกงานได้เช่าที่ดินในราคาถูก หากผลผลิตได้มากจนมีส่วนเกินที่นำไปขายได้กำไร ก็นำกำไรนั้นกลับมาชดเชยเงินลงภาษีที่เสียไป

8. ครัวประชาชน เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวสวนชาวนา จะได้พบปะชุมนุม อาจมีการบริหารในรูปแบบสหกรณ์ โดยชาวสวนซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคมีการจัดการกันเองว่าจะผลิตอะไรบริโภคอะไร และถ้ามีผลผลิตเหลือจะเจาะตลาดที่ไหน อย่างไร

ผลประโยชน์ที่ได้รับโดยตรง
1. การทำสวนใช้แรงงานมาก เพราะต้องขุด ไถ กลบ เก็บเกี่ยว จึงน่าจะรองรับปริมาณคนตกงานได้ดี

2. เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับทั้งผู้ตกงาน และเจ้าของที่ดินที่ทิ้งร้าง

3. เพิ่มสารอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้มีรายได้น้อย

4. ทำให้ผู้ตกงานรู้สึกมีเกียรติที่สามารถลงแรงแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ผลพลอยได้จากการสร้างสวนเกษตรในเมือง
1. เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มออกซิเจนให้กับเมือง
2. เป็นที่ดักน้ำฝน ชลอการเกิดน้ำท่วม
3. ลดปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากการว่างงาน
4. เป็นโอกาสในการ ลดปริมาณขยะเปียกที่เกิดในเมือง เอามาทำปุ๋ยหมัก (เช่น เศษผัก เศษอาหารเหลือจากภัตตาคาร)

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้อึดอัดไม่อยากให้เกิดการใช้อำนาจโดยเผด็จการ ก็คือ เจ้าของที่ดินสามารถ volunteer เข้าร่วมโปรแกรมแบบนี้ด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของที่ดิน และผู้ตกงาน แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าของที่ดิน จะต้องให้เช่าในราคาถูก ผู้ว่างงานจึงสามารถเช่าได้ สำหรับในกรุงเทพฯ หากขายไอเดียนี้ดีๆ เชื่อว่าเจ้าของที่ดินจำนวนมากจะให้ความร่วมมือ เพราะประโยชน์ที่ได้รับโดยตรงคือรายได้จากการให้เช่าที่โดยไม่ต้องลงทุนกับสิ่งปลูกสร้าง และอาชญากรรมที่ลดลงในกรุงเทพฯ

ความคิดดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การแก้ปัญหาคนตกงานในเมืองคาราคัส ประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งมีผู้ว่างงานมากมายส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในสลัม (barrios) รัฐบาลจึงได้จัดเป็นเครือข่ายของพื้นที่ขนาด 1เมตร x1เมตร(ต่อคน)ในเมือง ให้คนเหล่านี้ปลูกผัก ปลูกพืชโตเร็วที่พอสุกได้ที่ปั๊ปก็เก็บเกี่ยวส่งเข้าครัวประชาชนทันที แล้วหยอดเมล็ดปลูกต่อได้เลย จากประสบการณ์ที่เวเนซุเอลาพบว่าในแต่ละตารางเมตรนั้น สามารถปลูกมะเขือเทศได้ 18 กิโลกรัม ผักสลัดได้ 330 หัว หรือ กะหล่ำปลีได้ 16 กิโลกรัม ต่อปี

รัฐบาลเวเนซุเอลา ตั้งเป้าที่จะจัดให้มีเครือข่ายของสวนขนาดเล็กนี้ทั้งหมด 100,000 แปลงในเมืองใหญ่ จากที่ปัจจุบันมีอยู่ 4,000 แปลง

สมมติฐานที่ยังต้องพิสูจน์
1. เงินลงทุนที่ใช้ในการจัดตั้งระบบเครือข่ายสวนขนาดเล็ก น่าจะน้อยกว่าเงินภาษีที่รัฐจะใช้อุ้มคนตกงาน
2. เจ้าของที่ดินที่ทิ้งร้าง น่าจะเห็นข้อดีของโครงการดังกล่าวมากกว่าข้อเสีย
3. มลพิษในกรุงเทพฯ จะไม่ถูกซึมซับเข้าไปในผัก และจะไม่ยับยั้งการเจริญเติบโตของผัก
4. ปริมาณที่ดินที่ใช้ทำเครือข่ายของสวน มีพอที่จะให้ผลผลิตคุ้มกับการลงทุนจัดตั้งระบบ

ที่มา: ข้าพเจ้าเอง

อย่าคิดว่า "กระดาษ" คืออํานาจ

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> เบื้องหลัง การคอร์รัปชั่น
> สงครามดอลล่าร์-ยูโร
> จรรยาบรรณ " แฮกเกอร์ "
> ทุนข้ามชาติ ดีจริงหรือ ?

ปี 2481 นาย Neville Chamberlain นายกฯของอังกฤษ ชูกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจในทํานองว่า "ดูนี่สิ นี่แหละคือสัญญาระหว่างข้าพเจ้ากับ Adolf Hitler เยอรมันจะไม่บุกยุโรป และจะดําเนินการทุกอย่างโดยสันติวิธี เราหยุดฮิตเลอร์ได้แล้วด้วยกระดาษแผ่นนี้"

คนไทยฟังคําพูดของท่านนายกฯอังกฤษผู้นี้แล้วคงจะรู้สึกมึนงง เพราะโดยวัฒนธรรมแล้วคนไทยเรามักจะคิดได้ลึกถึงแก่นรากที่แท้จริงของปัญหา (real politics) คนไทยจะข้ามทางม้าลายก็ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่ามีจํานวนคนที่จะข้ามมากพอ (ที่จะทําความเสียหายแก่รถยนตร์ที่ไม่ยอมหยุด) จึงจะตัดสินใจข้าม คนไทยต่างจากฝรั่งก็ตรงนี้ เพราะฝรั่งถือว่าเขามี “สิทธิ” ที่จะข้ามทางม้าลาย แม้ “สิทธิ”นั้นจะไม่สามารถทําหน้าที่เป็นกันชนให้เขาได้เลยก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้วัฒนธรรมสามัญของไทยเราจะมีลักษณะ real-politics อยู่มากในชิวิตประจําวัน แต่พอถึงคราวต้องต่อรองกับอํานาจรัฐ (อย่างในช่วง 14 ตุลาฯ หรือช่วงพฤษภาทมิฬ) ผู้นํามวลชนกลับเรียกร้องสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างเช่น “รัฐธรรมนูญ” หรือ “ประชาธิปไตย”

ในขณะที่ประชาชนจํานวนครึ่งล้านออกมาพร้อมกันในช่วง 14 ตุลาฯ ในขณะที่มวลชนมีอํานาจต่อรองสูงสุดในช่วงพฤษภาทมิฬ ผู้นํามวลชนกลับเรียกร้อง “กระดาษ” และหลอกลวงตนเองว่านี่คือสัญญาที่จะผูกมัดผู้ทรงอํานาจไว้ได้

แม้เวลาล่วงมาแล้วถึงปี 2550 นักวิชาการหลายท่านก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับ “กระดาษ” บ้างก็ยอมเสียแรงเสียกําลังเพื่อร่างกระดาษมากแผ่น บ้างก็ยอมเสียแรงเสียเหงื่อเพื่อล้มร่างกระดาษมากแผ่น บ้างก็ยอมรับไม่ได้ที่กระดาษมากแผ่นนั้นร่างโดยผู้ที่ไม่ได้มาจากการถูกขีดกาด้วยดินสอจากประชาชนบางกลุ่ม

ในขณะเดียวกันเด็กขายพวงมาลัยก็ยังคงขายอยู่เช่นเดิม ขอทานบนสะพานลอย ก็คนเดิม เพลงเดิม แม่ค้าขนมครกก็ยังใช้ sim card อันเดิม มอเตอร์ไซรับจ้างหน้าปากซอยก็โขกหมากรุกอยู่ที่เดิม หมอนวดออกมาสูบบุหรี่หลังร้านเวลาเดิม ยืนพิงผนังอยู่จุดเดิม นักการเมืองหน้าใหม่ใส่สูต แต่กินหมูหันหน้าเดิมกับนักธุรกิจกลุ่มเดิม

เปลือยถนน จนน่าเดิน

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> ผิดไหมที่ขโมยสัญญาณเพื่อนบ้านมาใช้
> เพลงร็อค-ทาส-และ sex
> น้องแนท : พันธุ์แม่นม
> อีกนิยามของคำว่ากิ๊ก
> ฝึกให้เชื่อง

สี่แยก ที่ไม่มีไฟแดง
ถนน ที่ไม่มีป้าย
ทางข้าม ที่ไม่มีม้าลาย
ฟุตบาท ที่ไม่มีราวกั้น…

เหล่านี้ เป็นแนวโน้มใหม่ ในการจัดการจราจรของยุโรป

ถนนในกรุงเทพฯ กว่า 80% เป็นพื้นที่ของรถยนต์ จนคนเดินถนน ซาเล้ง แผงลอย ถูกเบียดให้อยู่ในพื้นที่แคบๆ ทั้งๆที่คนที่ไม่ขับรถเป็นคนส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ การข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอยในกรุงเทพฯ น่าตื่นเต้นกว่านั่งรถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก ลองสังเกตคนกรุงเทพที่มาเมืองนอกใหม่ๆ เวลาข้ามถนนจะรีบวิ่งข้ามอย่างเกรงใจรถ ในขณะที่ฝรั่งจะเดินข้ามอย่างสบายๆ สาเหตเพราะเราถูกปลูกฝังในจิตใต้สำนึกว่า "รถ มีสิทธิ์เหนือ คน" ระบบการจัดการจราจรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไฟ ป้าย การแบ่งเลนส์ เหล่านี้ถูกออกแบบโดยมีรถยนต์เป็นตัวตั้ง ถนน ถูกออกแบบโดยนักวางแผน ให้เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เพื่อให้การเดินทางจากจุด A ไป จุด B สัมฤทธิ์ผล ไม่ได้ถูกออกแบบให้คนปฏิสัมพันธ์ หยุดจิบชา หรือดมดอกไม้ ถนน เป็นพื้นที่ที่ไม่น่าพิสมัยเท่าไรนัก ซ้ำยังเป็นที่รวมของขยะ น้ำทิ้ง อากาศพิษ และอุบัติเหตุ ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าจึงเกิดคำกล่าว "ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน"

ในยุโรปหลายประเทศ อย่างเดนมาร์ก เยอรมันนี เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส ได้เกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการจัดการถนน เพื่อให้ถนนน่าเดินและเป็นพื้นที่ของทุกคน

ด้วยการ ถอดรื้อป้ายสัญญาณจราจร เอาไฟเขียวไฟแดงออก เอาราวกั้นฟุตบาทออก เปลือยจนไม่เหลือ

ปรากฏว่า หลังจากเปลือยถนนแล้ว ถนนกลับกลายเป็นพื้นที่ที่น่าเดินขึ้น ปลอดภัยขึ้น การจราจรคล่องตัวขึ้น อุบัติเหตุลดน้อยลง

ทำไมผลลัพธ์จึงกลับตารปัตรกับเกินกว่าที่ทฤษฏีของวิศวกรรมโยธาจะคาดเดาได้...

แนวคิดนี้มีจุดกำเนิดย้อนไปเมื่อยี่สิบปีกว่า ที่ประเทศฮอลแลนด์ นาย Hans Monderman ซึ่งมีอาชีพวิศวโยธาได้ตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการจัดการจราจร โดยแยกคนขับรถ กับคนเดินถนนออกจากกันนั้นไม่ได้ทำให้การจราจรคล่องขึ้นและปลอดภัยขึ้นแต่อย ่างใด แทนที่จะแยกรถกับคนขับรถออกไปด้วยระบบจราจร เขาเสนอให้รวมรถกับคนขับรถให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางวัฒนธรรมและสังคมขอ งถนน

โดยปกติ คนขับจะมัวแต่ตามสัญญาณไฟ ป้ายต่างๆ ที่วางไว้อย่างเป็นระบบ ทำให้สิ่งกระตุ้นอื่นๆ อย่างเด็กที่กำลังจะวิ่งตัดหน้ารถ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นได้ง่ายๆ

ถ ้าเปลี่ยนถนนที่มีระบบ เป็นถนนที่ไม่มีระบบ คนขับก็จะต้องเตรียมพร้อมเสมอกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้น ในระบบ(ที่ไม่มีระบบ)นี้ คนขับรถจะเปลี่ยนจากการมองหาป้ายสัญญาณ เป็นการมองหาคนอื่นๆ ที่กำลังใช้ถนนแทน เช่นนี้แล้ว เด็กที่กำลังเล่นอยู่ในถนน เป็นสัญญาณจราจรที่ดีกว่าป้ายให้ขับช้าๆ เสียอีก

ตัวอย่างของเมืองในยุโรปที่รับแนวคิดนี้ไปปฏิบัติ:

-Drachten ประเทศฮอลแลนด์ ถอดสัญญาณไฟทิ้งจาก สี่แยกที่มีรถประมาณสองหมื่นคันผ่านทุกวัน ปรากฏว่าการจราจรคล่องขึ้น และคนเดินหลับตาข้ามถนนได้

-Shrewsbury High Street ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เอาป้ายตรงจุดข้ามถนนออก แล้วให้คนข้ามถนนตรงไหนก็ได้ รถต้องหยุด เป็น การข้ามถนนอย่างให้เกียรติผู้ข้าม ปรากฏว่าถนนน่าเดินขึ้น

-Seven Dials กรุงลอนดอน ทุบฟุตบาททิ้ง และรวมให้เป็นพื้นที่เดียวกับถนน จนคนกับรถ ปะปนกัน จัดการการจราจรกันเอง ดูรูป

-Norrköping ประเทศฟินแลนด์ ลบทางม้าลายทิ้ง แล้วเอาน้ำพุมาวางแทน อุบัติเหตุลดลงเป็นศูนย์

ตัวอย่างเหล่านี้ ทำให้ถนน เป็นพื้นที่สำหรับแบ่งปัน และทำให้คน กับรถ จัดการกันเอง

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นกว่าเมืองในยุโรปเหล่านี้มาก ทั้งประชากรคน และประชากรรถ จึงน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ว่าถ้าเปลือยถนนในบางย่านแล้ว จะได้ผลดีอย่างในยุโรปหรือไม่

ไล่รัฐบาลให้เป็นกิจวัตร

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> ทําไมแปรรูปแล้วค่าไฟจึงแพง ?

> นโยบายการเปิดเสรี
> ผู้คนลุก ผู้นําล้ม


หมดยุคของแก็งส์เถื่อนที่เรียกตนเองว่า รัฐบาล

ผ่านมาแล้วไม่ว่าจะกี่รัฐบาลในประวัติศาสตร์ไทย ประชาชนได้พบว่า รัฐ ไม่ได้ทำตัวเป็นตัวแทนประชาชนอย่างที่ชอบอ้าง (จะมีข้อยกเว้น ก็แต่ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงพริบตาที่นายปรีดี พนมยงค์เป็นนายก) ตรงกันข้าม รัฐบาลเหล่า่นี้กลับทำตัวเหมือนแก็งส์เถื่อน เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง โดยอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งสี่วินาทีถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคน จะเลือกที่จะเป็นนายของตนเอง เมื่อเกิดปัญหา ก็ประสานงานหาทางแก้กันเอง อย่าหวังพึ่งรัฐบาลไหน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่ได้มาด้วยการปฏิวัติ โผล่มาเมื่อใด ชาวไทยต้องไล่ให้เป็นกิจวัตร!

ตัวอย่างชัดๆ ของเครือข่ายชาวบ้านที่คิดเองทำเอง โดยไม่ต้องรอให้แก็งส์รัฐบาลใด มาให้ความช่วยเหลือ....
เทคโนโลยีแบบบ้านๆประหยัดได้เกือบล้านค่าพลังงาน

ในยุคที่พลังงานแพงขึ้นทุกวันชาวบ้านที่ตำบลอู่โลก จังหวัดสุรินทร์ ลองคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับพลังงานดู พบว่าค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าฟืน และค่าก๊าซ เมื่อรวมกันนั้นปาเข้าไปเกินครึ่งของรายได้ของแต่ละครัวเรือน (1) ชาวบ้านในตำบลดังกล่าว จึงหาทางรอดด้วยการประหยัดพลังงาน และคิดค้นวิธีใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลปรากฏว่าเทคโนโลยีแบบบ้านๆ อย่างเตาถ่านปั้นเอง ก๊าซชีวภาพจากขี้หมู และน้ำมันมะพร้าว ทำให้ชาวบ้านสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 10% และลดการใช้ฟืนและถ่านไปได้ถึง 20% คิดเป็นเงินประมาณเกือบหนึ่งล้านบาทต่อปี ในตำบลที่มีคนประมาณหนึ่งพัน เป็นผลบุญจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วบวกกับการวิจัยด้วยตนเอง

ครั้นเมื่อหมอมิ๊ง อดีตรมต กระทรวงพลังงานภายใต้ทักษวย ได้รับทราบเรื่องความสำเร็จของชาวบ้านอู่โลก เลยรีบต่อยอดด้วยการให้เครดิตว่ารัฐสามารถมีบทบาทเป็นฝ่ายกระตุ้นซะงั๊น (2)

ชาวนาไม่รอแก็งส์ทักษิณมาต่อยอด บุกตลาดโลก เชื่อมโยงผู้บริโภคเอง

ใครบอกว่าต้องแก้ผ้า เสริมอึ๋มเท่านั้่นจึงจะโกอินเตอร์ได้ ชาวนาไทยผิวคล้ำดำแห้งนี่แหละ โกอินเตอร์มาแล้ว ในสมัยที่รัฐบาลทักษวยรุกรี้รุกรน อยากเซ็น Free Trade กับรัฐบาลสหรัฐฯจนเนื้อเต้น(เพื่อที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มเกษตรยักษ์ใ หญ่อย่างซีพีและบริษัทในเครือชินคอร์ป)นั้น มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มนักเรี ยนนักศึกษาที่สหรัฐฯ เดินสายให้ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์การเกษตรที่พวกเขาสร้างมานานในขณะเดียวกัน ก็กระตุ้นให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้รู้จักกับข้าวปลอดสารพิษของไทยมากขึ้น

ชาวบ้านกลุ่มนี้ เริ่มตระหนักตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วว่า ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมีและการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (monoculture) ที่รัฐบาลสนับสนุนให้ใช้นักหนานั้น นอกจากจะทำให้ต้นทุนสูงเกินความจำเป็นแล้ว ยังทำลายสุขภาพ (ของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค) ชาวบ้านเริ่มสังเกตว่าหลังฉีดยาฆ่าแมลง มักมีอาการแปลกๆ เช่น ไอจาม และผื่นขึ้น ต้นทุนที่สูงของปุ๋ยเคมียังทำให้ชาวนาติดอยู่ในวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุดของหน ี้ (3) เพื่อหลุดพ้นจากวิถีชีวิตที่รัฐยัดเยียดมาให้นี้ ชาวบ้านจึงหันไปสู่วิถีดั้งเดิมด้วยการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ ปลูกพืชโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง (4) การลงขันทำสหกรณ์ทำให้ชาวบ้านสามารถตั้งโรงสีของตนได้โดยไม่ต้องใช้บริการของโรงสีของนายทุนที่ชอบโกงตาชั่ง เมื่อเริ่มทำสักพัก ปรากฏว่าสุขภาพดีขึ้น และผลผลิตกลับมากขึ้นต่อไร่ พอที่จะเลี้ยงตนเอง และบางครั้งก็มีเหลือขายด้วย สหกรณ์ที่สุรินทร์นี้จึงเริ่มขยายขึ้น

การก่อตัวเป็นสหกรณ์นอกจากจะทำให้สามารถรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใครแล้ว ยังทำให้ขายข้าวได้ราคาดีเพราะไม่ต้องถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง และที่น่าสนที่สุดในยุคโลกาภิวัตต์ชาวนาไทยสามารถเจาะตลาดโลกได้โดยตรงด้วยค วามช่วยเหลือจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมในประเทศตะวันตกอีกด้วย

"In Thailand, for example, which provides 75 percent of the rice imported to the US, 68 percent of farmers in the northeast growing region are saddled with debts that are three times their annual income. "(5)

"แม้ประเทศไทยจะตีตลาดข้าวกว่า 75%ในสหรัฐอเมริกา ชาวนาในภาคอีสาน กลับมีหนี้ท่่วมสามเท่าของรายได้แต่ละคน"(5)

ผู้บริโภคอยากได้อาหารชีวจิตที่เป็นธรรม

ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีผู้บริโภคจำนวนมากที่ต้องการบริโภคผัก ผลไม้และข้าวปลอดสารพิษ และต้องการสนับสนุนชาวนาขนาดเล็กจากประเทศกำลังพัฒนา ที่มักอยู่ในชายขอบของสังคมเสมอ จึงเกิดเป็นความเคลื่อนไหวที่เรียกว่า การค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade Movement) โดยผู้บริโภคเหล่านี้จะยอมจ่ายราคาสูง เพื่อแลกกับสินค้ามีที่มีคุณภาพ เป็นธรรม(ต่อชาวนา) และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ข ้าวหอมมะลิของสหกรณ์ชาวนาที่จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบันพบได้ที่ร้านซูเปอร์มาร์เกตตามเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ และยุโรปในยี่ห้อ Alter Eco ซึ่งเป็นบริษัทที่เริ่มในประเทศฝรั่งเศส มีจุดประสงค์คือเพิ่มความเป็นธรรมต่อชาวนาชาวไร่ขนาดเล็ก ทำให้ชาวนาชาวไร่พึ่งตนเองได้ และสรรหาผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (6)

ตัวอย่างเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า คน สามารถแก้ปัญหาเองได้ด้วยการสร้างเครือข่ายทำงานร่วมกันโดยไม่ต้องแบมือขอคว ามช่วยเหลือจากแก็งส์เถื่อนที่เรียกตนเองว่า รัฐบาล แต่เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลทำลายความสามารถของคนในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง (7)

แนวคิด

สำหรับผู้ผลิตชาวไทยที่ต้องการคิดเองทำเอง และเบื่อที่จะรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อความอยู่รอดในยุคโลกาภิวัฒน์ Thai Friend Forum ขอเสนอหลักการง่ายๆ ดังนี้

๑. SIMPLE CODE: ตั้งสหกรณ์ร่วมทุน มีการบริหารแบบ หนึ่งคน หนึ่งเสียง

ข ้อดีของสหกรณ์คือ มีความยุติธรรม ไม่ต้องมีใครเป็นลูกจ้างใคร ไม่มีเจ้านาย ทุกคนต้องลงแรงทำงาน ทำให้ไม่ต้องมีใครทำงานหนักเกินกว่าคนอื่น โดยเฉลี่ยทุกคนจึงมีเวลาว่างมากขึ้น มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่สามารถถูกซื้อ หรือต่อยอดโดยนายทุน หรือนักการเมืองคนใด ข้อเสียของสหกรณ์คือ อาจตัดสินใจได้ช้า และต้องใช้ความอดทนในการประสานงานทำงานร่วมกัน

๒. DIVERSITY: ผ ลิตภัณฑ์ที่ต้องการนำเสนอควรมีความหลากหลาย เช่นไม่ใช่ปลูกพืชชนิดเดียว หรือมาจากแหล่งผลิตแห่งเดียว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกทำลายในสเกลใหญ่อย่างเช่นโรคพืช หรือภัยพิบัติธรรมชาติ ยึดหลักจากนิเวศน์วิทยาที่ว่าระบบที่หลากหลายนั้นมักเข้มแข็งและยั่งยืนกว่า ร ะบบที่ไม่หลากหลาย

๓. NETWORK: สหกรณ์เชื่อมโยงกับสหกรณ์ ยกตัวอย่างเช่น สหกรณ์ชาวนาไทย อาจเชื่อมโดยตรงกัับสหกรณ์ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ทำให้ไม่ต้องผ่านนายทุนขูดรีด การใช้อินเตอร์เนตให้เป็นก็ช่วยได้มาก อาจมีการขายตรงทางอินเตอร์เนต

๔. FEEDBACKS: ร ับฟังความเห็นจากผู้บริโภค และปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่สุด สหกรณ์ต่างจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ที่เสียงผู้บริโภคมักไปไม่ถึงซีอีโอ feedbackหลักของบรรษัทยักษ์ใหญ่คือกลไกตลาด ซึ่งมักไม่สะท้อนความต้องการ (i)ความเป็นธรรม (ii)สิ่งแวดล้อมที่สมดุล และ(iii)ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ

ในเมื่อคนไทย เครือข่ายกันเองแล้ว ก็ไม่ต้องมีทั้ง "นายหน้า" และ "นาย ก" มาคอยต่อยอดความดีที่คนไทยทำไป ในที่สุด นักต่อยอดอย่างเช่นทักษวย เที่ยวเร่เอาชาวนาพาดไหล่เพื่อเรียกคะแนนสงสารได้อีก เมื่อถึงวันนั้น แก็งส์ต่อยอด ก็จะค่อยๆ เหี่ยวและหายไปในที่สุด แต่ถ้าหากมีแก็งส์ต่อยอดโผล่ขึ้นมาใหม่...

ชาวไทยต้องไล่ ให้เป็นกิจวัตร!

อ่านเพิ่มเติมได้อีกที่ ...

(1) Janchitfah, Supara. 2005. "Energy policy opening to the public," Bangkok Post, Mar 6, 2005, http://www.palangthai.org/en/story/22.

(2) Appropriate Technology Newsletter, June 20, 2003, http://www.ata.or.th/media/Newsletter%20April%20-%20June%2003%20Part%20I.pdf.pdf

(3) การปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือการปลูกพืชพันธุ์เดียวในพื้นที่ขนาดใหญ่ซ้ำๆ ปีแล้วปีเล่า เพื่อให้ง่ายต่อการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว เป็นวิธีปลูกที่แนะนำโดยนานาชาติและนักวิชาการไทยที่ไปเรียนรู้จากสหรัฐฯ ในสมัยประมาณพ ศ 2503 (ค.ศ. 1960s) ในระยะสั้น การปลูกแบบนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตได้ดี แต่ในระยะยาวทำลายความสมดุลของระบบนิเวศน์ ทำลายหน้าดิน และทำให้เสี่ยงต่อโรคพืชมากขึ้น จึงต้องใช้ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิต ผลข้างเคียงคือการทำลายหน้าดิน ทำให้ยิ่งต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมากขึ้นเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทำลายน้ำ ทำลายดิน ทำลายความสมดุลของระบบนิเวศน์และที่แย่ที่สุดคือทำลายความสามารถในการพึ่งตน เองได้ของชาวนาไทย อ่านเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Monoculture
http://en.wikipedia.org/wiki/Green_Revolution

(4) “In the past we could drink the water from the field....But then I noticed frogs, fish, and other animals were dying from the chemicals. That’s when I started to become afraid of what we were using.” สมัยก่อนพวกเราดื่มน้ำจากนาได้ ต่อมาเริ่มสังเกตว่ากบ ปลาและสัตว์อื่นๆ เริ่มตายจากสารเคมีในยาฆ่าแมลง พวกเราจึงเริ่มหวาดกลัวกับสิ่งที่พวกเรากำลังใช้ นายประสงค์ ศรีสะอาดกล่าว, http://www.coopamerica.org/pubs/realmoney/articles/fairtraderice.cfm.

(5) Novey, Joelle. 2006. "Fair Trade Rice Makes Debut," Real Money, Nov/Dec 2006, http://www.coopamerica.org/pubs/realmoney/articles/fairtraderice.cfm,
http://www.engagetheworld.org/FairTradeRice.html

(6) http://www.altereco-usa.com/main.php

(7) เตชะไพบูลย์, วิลาศ. 2005. จิตสำนึกร่วม ที่เปลี่ยนไป, http://thaifriendforum.blogspot.com/2005/01/blog-post_26.html.

“มาม่ารสหมูสับจะไม่เกิดขึ้น หากคุณฉีกซองเครื่องปรุงทิ้งเสีย” !

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> ปตท.รวย ประชาชน ซวย !
>หนทางสู่การค้าเสรี
> จรรยาบรรณ " แฮกเกอร์ "

ศิโรจน์ อริราชย์ สะบัดหน้าไปมาอย่างเกร็งๆ แล้วสอดเข็มขัดหนังกลับเข้าช่องอย่างเป็นระเบียบ หลังเสร็จภารกิจประจําวัน เช้าตรู่วันที่ 19 กันยา 2549 ในขณะที่เขากำลังเตรียมออกจากหอพัก เพื่อเข้าไปยังออฟฟิสที่มหาวิทยาลัยแห่งฮาวายนั้น เขารู้สึกร้อนรุ่ม กระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก บัดดลที่เขาล็อกออน เข้าไปเอ็มเอสเอ็น ก็ได้พบกับเพื่อนมากมายที่ได้ทิ้งข้อความไว้ให้เขา “เอ็งได้ข่าวหรือยัง เมืองไทยรัฐประหารแล้วว่ะ”

เขารู้สึกเหมือนมีใครเอากระบอกปืนมาตบหน้า … นี่เขาฝันไปหรือเปล่า ปีพุทธศักราช 2549 เจ็ดสิบสี่ปีหลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศตนเป็นอิสระจากระบอบศักดินา ยังมีการใช้กำลังข่มขู่เพื่อให้ศักดินากลับมาอีกหรือนี่ ความอีดอัด ทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปทำงานต่อในมหาวิทยาลัยได้ เขาจึงเลือกที่จะไปเดินเล่นริมหาดทราย สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ เผื่อสมองจะเคลียร์ขึ้น จะได้ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกสูญเสียยิ่งนัก ทันใดนั้น เขาก็เห็นร่างทะมึน มาขวางอยู่ตรงหน้า แสงที่สะท้อนบนคลื่นเข้าตาเขา ทำให้เขามองเห็นไม่ชัดว่าเจ้าของร่างทะมึนนั้นคือใครกันแน่ แม้ว่าปกติ เขาจะตัวสูงใหญ่กว่าคนรอบข้าง และไม่เคยต้องเผชิญกับร่างทะมึนมาก่อน แต่คราวนี้ เขากำลังประจันหน้า ก้บสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกราวกับเป็นเงาสะท้อนของตัวเขาเอง “Aloha” ศิโรจน์ อริราชย์ กล่าว ราวกับจะทำให้ความอึดอัดนั้นจางหายไป “Aloha” ร่างทะมึนนั้นตอบกลับ ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร พร้อมกับขยับตัวอันอุ้ยอ้ายออกจากแสงสะท้อน จนทำให้ศิโรจน์ อริราชย์เห็นว่า คนคนนั้น คือ แซม ชอย กุ๊กชื่อดังของฮาวาย

ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้สนทนากัน ก็เกิดเสียงอันดังสนั่นราวกับพสุธาพิโรธ พร้อมคลื่นขนาดสูงท่วมหัวเร่งเข้ามายังชายหาดที่ทั้งสองยืนอยู่ กว่าที่ศิโรจน์ อริราชย์ จะได้สติอีกครั้ง ก็พบว่าคลื่นยักษ์ที่มาพร้อมแผ่นดินไหว ได้ทำลายทุกอย่างรอบกายของเขา ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟ เก้าอี้ชายหาด รวมถึง BlackBerry handheld ที่เขาใช้เล่นแชตในยามเหงา (แม้แต่นางเงือก "เพี๊ยน พิศวาส" ก็ยังมาเกยตื้นอย่างเต่งเต็มอยู่บนหาด)

ไม่นานก็เกิดความโกลาหลทั่วเกาะ ไฟดับ ท่อแก๊ซแตก จนกิจการทุกแห่งต้องปิดหมด เขาชักจะเริ่มหิวแล้วสิ เขาจึงกลับไปที่หอพักเพื่อหามาม่ามากิน แต่ก็พบว่าหอพักที่เขาอาศัยอยู่ ได้ถล่มลงมาด้วยแรงสะเทือนแผ่นดินไหวเสียแล้ว ในท่ามกลางเศษอิฐ ปูนที่กองอยู่บนพื้น เขามองเห็นคลับคล้ายคลับคลาคัมภีร์ปกแดงของธงชัย ที่บัดนี้ เริ่มจางลงเป็นสีออกชมพูๆไปเสียแล้ว เขาจึงรุดเข้าไปขุดคุ้ยกองปูน จนเจอห่อ “มาม่า” ที่จะช่วยประทังท้องที่หิวของเขา แต่เขาไม่มีวิธีที่จะต้มมาม่านั้นได้ เพราะไฟดับหมดทั้งเกาะ

ทันใดนั้น เขาก็เห็นร่างทะมึนคล้ำร่างเดิม กำลังง่วนทำอะไรอยู่ที่ริมหาด

ร่างทะมึนนั้นก็คือ แซม ชอย เจ้าเก่า กำลังเตรียมทำอาหารอยู่ริมหาด ด้วยความหิว และสับสน ศิโรจน์ อริราชย์ จึงบ่นกับกุ๊กคนดังว่า

“I’m hungry, man. Everything has been destroyed. How can we find anything to eat?”

แซม ชอย ยิ้มอย่างใจเย็น “Don’t worry. I’ll fix something up for us all to eat. Just wait.”

ศิโรจน์ อริราชย์ ตวาดด้วยความโมโหหิวว่า “….but all the cooking tools and utensils have been destroyed by the earthquake. We don’t have electricity or gas…..How can you cook?”

แซม ชอย ไม่ตอบ เพราะเขากำลังง่วนอยู่กับการหาเชื้อเพลิงมาก่อไฟ นิ้วที่ดูเสมือนไส้กรอกสิบดุ้น(ที่มีชิวิตของมันเอง) กําลังมีพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะไขว่คว้าเอาเก้าอี้ชายหาดมาหักเป็นท่อนๆ เพื่อก่อเป็นกองไฟขนาดใหญ่

ศิโรจน์ อริราชย์ ยื่นห่อมาม่าให้อย่างเสียไม่ได้ “เอ้า เอานี่ไปทำกับข้าว หิวแล้ว”

พอน้ำเริ่มเดือด แซมเติมบะหมี่มาม่ารสหมูสับ พร้อมด้วยน้ำมันกระเทียมครึ่งซอง แซมหันไป “ฉีก” ซองเครื่องปรุงรสที่มากับห่อมาม่ารสหมูสับมาดมดู แต่กลับโยนทิ้งไปเสีย จากนั้นก็หันไปคว้าสาหร่ายเคลป์ ที่ถูกคลื่นพัดมากองบนชายหาด ขยำใส่หม้อมาม่านั้นแทน

เหมือนรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกฉีกขาด ศิโรจน์ อริราชย์ ทนไม่ได้ที่จะเห็นแซม “ฉีก” ซองเครื่องปรุงสำเร็จรูปทิ้งอย่างไม่แยแส เขาจึงยืดอกขึ้นแล้วกล่าวอย่างองอาจว่า

“มาม่ารสหมูสับจะไม่เกิดขึ้น หากคุณฉีกซองเครื่องปรุงทิ้งเสีย” !

เมื่อได้ยินดังนั้น แซมก็เข้าใจว่า ศิโรจน์ อริราชย์ ก็ไม่ต่างจากกุ๊กคนอื่นๆ จึงเอ่ยเอื้อนออกมาว่า

“กุ๊กส่วนใหญ่พลิกแพลงไม่ค่อยเป็น พวกเขาให้คุณทำอาหารตามสูตรของเขาเป๊ะๆ บางที่อาจจะเป็นเพราะว่าผมเติบโตมาอย่างฮาวาย ทำให้ผมรู้สึกว่าวิธีทำอาหารแบบนี้ ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก คนปรุงอาหารแต่ละคนนิยมรสชาติต่างกัน พวกเขาควรจะผสมผสานจนได้รสที่ต้องการ นี่แหละ คือวิธีปรุงอาหารแบบฮาวาย” (1)

แม้ว่าทั้งสองจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันพิเศษสุดของฮาวาย กับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่หลากหลาย กับอาหารทะเลเลิศรส กับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่การมองชีวิตของคนทั้งสองนั้นกลับต่างกันอย่างน่าฉงน

----------------------------------------------------------------

(1) "Most chefs are pretty rigid. They want you to use exactly what they use, with certain amounts of each ingredient and all ingredients included. Maybe it's the Hawaiian way I was brought up, but that never seemed right to me. Everyone has different tastes and should feel free to mix things the way they like. That's how we do food in Hawai`i." (

2549:“เสียสละ”หรือ “เสียสติ”เพื่อส่วนรวม?

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
>จิตสำนึกการมีส่วนร่วมที่เปลี่ยนไป
> ทหารสาวในห้องขัง (ตอน1)
> ทหารสาวในห้องขัง (ตอน2)
"เราจำเป็นต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม” ชั่วชีวิตผมได้ยินได้ฟังถ้อยคำประโยคนี้จากปากผู้คนมากมายในทุกหนทุกแห่ง รวมถึงเคยเป็นผู้พูดเองด้วยความเชื่อมั่น ทว่า ในนาทีนี้ ผมชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่า ที่จริงแล้ว พวกเรากำลัง “เสียสละ” หรือ “เสียสติ” กันแน่
ผมเลยพยามนึกหาเหตุผลว่า ในเมื่อสังคมไทยมีแต่คนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมกันทั้งนั้น แล้วทำไมผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เมื่อ30กว่าปีก่อน ท่านจอมพลและเหล่านิสิตนักศึกษาก็เสียสละเพื่อส่วนรวม มาวันนี้ คุณทักษิณก็เสียสละ คณะปฏิรูปฯก็เสียสละ
แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่เสียสละจริงๆอย่างที่พูด แต่ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเราต่างก็ได้เสียสละกันเพื่อส่วนรวมกันมาตลอด

อะไรล่ะที่เราๆท่านๆเสียให้กับสังคมนี้ ก็โอกาสในการเป็นนายของตัวเองไงครับ 30กว่าปีก่อนเราก็เสียสละให้คนส่วนน้อยมาเป็นนาย มาวันนี้ก็เหมือนเดิมใช่ไหมใช่ครับ

แล้วทำไมเราถึงยอม ก็เพราะเราเชื่อว่า เราต่างก็โง่ จน เจ็บ เห็นแก่ตัว ขาดความสามารถ สังคมที่ผาสุกจึงต้องมีผู้ที่เสียสละมาปกครอง พูดง่ายๆก็คือ เรากลายเป็นคนที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นกบ กบที่ต้องเลือกนาย แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าเสียสติอีกหรือครับ
ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราโง่เท่ากับกบ แล้วเราจะเลือกนายดีได้ยังไง แล้วถ้าเราฉลาดอย่างคน เป็นนายตัวเองไม่ดีกว่าหรือ

มิหนำซ้ำ ทุกครั้งที่เราได้นายใหม่ เราก็เชื่ออีกว่า พวกเขาคือผู้เสียสละ ทั้งที่เราต่างหากคือผู้ที่เสียสละให้เขา ถามจริงๆเถอะครับว่า พวกเขาเสียอะไรไปบ้างในการต่อสู้แย่งชิงกันมาเป็นนายเรา เพื่อมาเอาภาษีอากร หยาดเหงื่อแรงงาน ทรัพย์สินและทรัพยากรณ์ต่างๆของเราไปแบ่งกัน

นานมาแล้วมีพรรคการเมืองหนึ่งลงไปปราศรัยที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ พอใกล้จะจบก็มีลุงคนหนึ่งยกมือแล้วลุกขึ้นพูดว่า “ที่พวกคุณพูดมาทั้งหมด สรุปแล้วหมายความอย่างนี้ใช่ไหม พวกคุณเอาวัวผมไปทั้งตัว แล้วก็แบ่งแกงเนื้อมาให้ถ้วยเดียว มาวันนี้จะมาทวงบุญคุณใช่ไหม” นี่สิครับคำของคนมีสติ

รู้ไหมครับว่า การเลือกที่จะไม่เป็นนายตัวเอง มันทำให้สังคมไทยเสียสติหนักขึ้นทุกที ทำไมหรือครับ ก็เพราะว่า สังคมแบบที่เป็นอยู่นี้ พอมองหน้ากันเองก็เห็นแต่กบ แล้วเราจะทำดีให้กันไปทำไม ทำดีกับนายดีกว่า

พวกที่เป็นนายจะคิดจะทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่ยังเป็นนาย ฉะนั้นก็แค่รู้จักว่าทำยังไงให้ดูดี จะได้อยู่เป็นนายไปนานๆ แต่ถ้าพลาดถ้าเสียทีก็ไม่เป็นไร เป็นนายด้วยกันยังไงก็ยังพอคุยกันได้ แค่สมบัติผลัดกันชม จะไปซีเรียสทำไม

ส่วนพวกเราก็ได้แต่รับกรรมที่พวกท่านก่อ แต่พอเขาชนะก็ดีใจ ต้องรีบไปบอกว่าอยากได้อะไร ทำยังกับว่าเราเป็นนายเขา แล้วพอเขาไม่ให้ เราก็เปลี่ยนข้างเชีย

เวลานี้ก็เห็นมีแต่ชาวบ่อนอกและบ้านกรูดเท่านั้น ที่ออกมายืนยันว่าพวกเขาเป็นคนไม่ใช่กบ ฟังแล้วก็ดีใจว่าวันนี้เมืองไทยยังเหลือคนมีสติหลงอยู่บ้างครับ

ปี2549:นี่เรากำลัง “เสียสละ”หรือ “เสียสติ”เพื่อส่วนรวมกันแน่?

อินเทรนด์:
>>จิตสำนึกการมีส่วนร่วมที่เปลี่ยนไป โดย วิลาศ เตชะไพบูลย์
>>แถลงการณ์บ่อนอก

>>[spam?!]ลางร้าย! โคมหัก พวงมาลัยขาด หน้าพ่อขุนคลัง

ทอดน่องท่องเที่ยว "ธรรมศาสตร์"


“บนเนื้อที่ 49 ไร่ ตลอดระยะเวลาผ่านมาในประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือเนื้อเรื่องเดียวกันกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนและประชาธิปไตยไทย”

ในแต่ละวัน เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่น้อยจำนวนเป็นร้อยลำ แล่นอยู่จ้าละหวั่นสวนกันไปมากับเรือข้ามฟากในแม่น้ำเจ้าพระยา เรือเหล่านี้ต่างบรรจุบรรทุกบรรดานักท่องเที่ยวนานาชาติ ในแต่ละลำมีมัคคุเทศก์นำชมพร้อมบรรยายเรื่องราวของสถานที่ต่างๆ สองฟากฝั่ง แว่วดังฟังพอได้ยิน เดาทำนองเอาเองว่า เป็นสำเนียงภาษาจีนบ้าง ภาษาญี่ปุ่นบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ตามแต่ลูกค้าจะยินดีจ้างเช่าเหมาลำกันมา

ภาพบรรยากาศเหล่านี้ย่อมปรากฏอยู่เป็นปกติวิสัยต่อสายตาของท่าน หากมีอิริยาบถอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ย่านชุมชนท่าพระจันทร์-ท่าพระอาทิตย์

ที่เริ่มต้นด้วยบรรยากาศยุคการท่องเที่ยวนิยมนี้ เนื่องจากปรารภเหตุ 2 ประการ ดังนี้

ประการแรก มหาวิทยาลัยที่กล่าวถึงนี้ สถาปนาขึ้นเมื่อวันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2477 ในชื่อ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (University of Moral and Political Sciences)” ตามนโยบายหลัก 6 ประการ ของการปฏิวัติโดย “คณะราษฎร อ่านว่า คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน” ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยแห่งนี้แต่เดิมดำเนินการในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เปิดการเรียนการสอนในระบบตลาดวิชา ต่อมาได้นำค่าลงทะเบียนของนักศึกษาจำนวน 3 แสนบาท มาซื้อที่ดิน 18 ไร่ 2 งาน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงทหารกองพันทหารราบที่ 4 และได้ที่ดินเก่าซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานชั้นในของวังหน้าเพิ่มขึ้นอีกในปี พ.ศ.2479 รวมเนื้อที่แล้วประมาณ 49 ไร่

ท ี่กล่าวถึงขนาดของเนื้อที่มหาวิทยาลัยก็เพราะ อยากจะขอรับอาสาเยียวยาโรคโมหะจริตของท่านผู้บริหารจัดการฯ บางท่าน ผู้ยังมีทิฏฐิมานะว่า เนื้อที่อันคับแคบของท่าพระจันทร์เป็นอุปสรรคต่อความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัย จึงพยายามย้ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งหมดออกไปยังเนื้อที่ขนาดใหญ่ถึง 2,744 ไร่ เขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื้อที่ 49 ไร่ นี้เอง เป็นสถานที่บ่มเพาะก่อกำเนิดความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ประชาชนและประชาธิ ปไตยไทย นับตั้งแต่ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การฯ แรกเริ่มเปิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองนั้น มีผู้สมัครเข้าศึกษาจำนวนมากมายมหาศาลถึง 7,094 ค น จากหลากหลายชนชั้น หลากหลายสาขาวิชาชีพ แสดงให้เห็นถึงความต้องการศึกษาต่อในระดับสูง ที่กล่าวว่าเป็นจำนวนมากมายมหาศาลนั้น เนื่องจากในเวลานั้น หากเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของกรุงเทพมหานครประมาณ 12 ล้านคนแล้ว มีนักเรียนระดับประถมศึกษากับมัธยมศึกษาจำนวนเพียง 794,602 คน คิดเป็นอัตราต่ำกว่าร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ผู้อยู่ในระดับชั้นเตรียมอุดมศึกษาหรือ ม.7-8 เดิม มีเพียง 2,206 คน ในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งเดียวมีผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาในช่วง พ.ศ.2475 เพียง 68 คน ดังนั้น พื้นที่ 49 ไร่ จึงเป็นเสมือนอาณาบริเวณของการบำบัดความกระหายในวิชาการศึกษาระดับสูงของสังคมประชาราษฎรไทย

อีก 18 ปี ต่อมา “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ได้ถูกตัดทอนชื่อออกเหลือเพียงชื่อ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University)” ตามพระราชบัญญัติฉบับลงวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2495 โดยมีตำแหน่งอธิการบดีแทนตำแหน่งผู้ประศาสน์การฯ ซึ่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2495 ม หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ถึงขนาดถูกโอนจากกระทรวงศึกษาธิการไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ.2502

ในวันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ.2503 จ อมพล ถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ปีนี้เองสภามหาวิทยาลัยได้มีมติให้ยกเลิกระบบตลาดวิชา ทำให้ธรรมศาสตร์กลายเป็นมหาวิทยาลัยปิด ระหว่างช่วงเวลาที่เป็น “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” นี้เอง ทำให้ถูกเรียกว่าเป็น “ยุคสายลมแสงแดด” แต่ต่อมาอีกไม่นาน ในวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2511 บทกวีชิ้นสำคัญที่ว่า “...ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย…” ก็ถูกตีพิมพ์ในวันครบรอบการสถาปนามหาวิทยาลัย อันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “ยุคแสวงหา” และนำมาซึ่งการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการคณาธิปไตย ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “14 ตุลา 16” และในอีก 3 ปีต่อมาก็เกิดการปราบปรามนักศึกษาด้วยการใช้ความรุนแรงโหดร้ายทารุณของรัฐบาลในเหตุการณ์ “6 ตุลา 19” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดบทบาททางการเมืองของนักศึกษาธรรมศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยธรรมธรรมศาสตร์ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ “พฤษภา 35” รวมทั้งเหตุการณ์ทางสังคมการเมืองอื่นๆ จนถึงยุค “ทักษิณาธิปไตย” ในปัจจุบัน

หากกล่าวอย่าง “พิสดาร” แล้ว ย่อมไม่มีข้อโต้แย้งได้เลยว่า “บนเนื้อที่ 49 ไร่ ตลอดระยะเวลาผ่านมาในประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือเนื้อเรื่องเดียวกันกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนและประชาธิปไตยไทย”

ประการที่สอง ในปี พ.ศ.2549 นี้ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” สำนักท่าพระจันทร์ จะมีอายุครบ 6 รอบ/72 ปี และวาระครบรอบ 54 ปี ของชื่อ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” และการครบรอบ 20 ปี ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ.2529

และในวันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2549 ที่จะถึงนี้ มีงานฉลองพิธีเปิด “ประติมานุสรณ์ยุคสายลมแสงแดดและยุคแสวงหา” งานประติมากรรม 2 ชิ้น ใน จำนวนทั้งสิ้น 12 ชิ้น ตาม “โครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นความพยายามของ “คณะกรรมการประสานงาน 20 ปี 6 ตุลา ร่วมกับฝ่ายบริหารฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อบันทึกเรื่องราวของธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับการต่อสู้ และสร้างสรรค์สังคม ในด้านการเมืองการปกครองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อเป็นบทเรียนทางด้านประวัติศาสตร์ ที่ควรเรียนรู้และจดจำสำหร