ผู้คนลุก ผู้นําล้ม

โดย การะเกด

เมื่อปีที่แล้วนาย Gray Davisผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องพบกับความอัปยศอดสู อับอายขายหน้าวงศ์ตระกูล เมื่อชาวแคลิฟอร์เนียต้องการขับไล่เขาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ!!

ขับไล่ (recall) โดยไม่ต้องมีการนองเลือดอย่างประเทศเฮติ แต่เป็นการไปลงคะแนนเสียงโวต กากบาทเลือกเอาอย่างประชาธิปไตยว่าจะ “ขับไล่” หรือ “ไม่ขับไล่” ผลปรากฏว่าชาวแคลิฟอร์เนียส่วนใหญ่เลือกที่จะปลดนาย Gray ออกจากตำแหน่งและเลือกนักกล้ามฮอลลิวูดอย่างนาย Arnold Schwarzenegger ขึ้นมาเป็นผู้ว่าการรัฐแทน

ปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งประวัติการณ์นี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับนายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังจะผลักดันนโยบายพลังงานชิ้นใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยทั้งประเทศ ไม่ต่างกับนาย Gray ที่ได้ก้าวเดินผิดทาง เป็นผลให้ชาวแคลิฟอร์เนียต้องจ่ายค่าไฟแพงที่สุดในสหรัฐอเมริกาไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้าเป็นมูลค่ากว่า 15 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ถ้านายกทักษิณตัดสินใจผิด (ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น) ก็หมายความว่าคนไทย 99% ที่มีไฟฟ้าใช้จะต้องเดือดร้อนและจ่ายค่าไฟแพงไปอีกไม่รู้กี่ทศวรรษ

นโยบายแปรรูปกิจการไฟฟ้า โดยการกระจายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือเรียกสั้นๆ ว่าเปิดเสรีไฟฟ้านั้น นายกทักษิณได้อ้างไว้ว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การไฟฟ้า เพราะปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ผูกขาดการผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อยู่ผู้เดียว และเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่เป็นเหมือนเสือนอนกิน

ฟังดูก็รื่นหูดีอยู่ แต่เมื่อลองมาค้นข้อมูลให้ดี จะพบว่าประสบการณ์การเปิดเสรีไฟฟ้าทั่วโลกที่ผ่านมานั้นล้วนแต่ล้มเหลวทั้งสิ้น ทั้งที่ ประเทศอังกฤษ นอร์เว แคนาดา อาร์เจนตินาและในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นโยบายการเปิดเสรีไฟฟ้าในประเทศเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่อ้างเหตุผลเดียวกับนายกทักษิณคือ

กลไกตลาด = ประสิทธิภาพ (Market Mechanism = Efficiency)

แต่สมการนี้ เป็นสมการที่ผิด เพราะไม่มีตลาดไฟฟ้าไหนในโลกที่เข้าใกล้ตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แบบเสียที ทั้งนี้ก็เพราะมันมีอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลก็คือ

ระบบไฟฟ้าที่ถูกเปิดเสรีในประเทศเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์หลายฝ่าย ในการกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ในที่สุด คนที่ต้องเสียผลประโยชน์ก็คือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งต้องเสียค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ในขณะที่บริการไฟฟ้านั้นแย่ลง (ไฟดับ และบางที่ก็ถูกตัดไฟ)

แคลิฟอร์เนีย

1. ถูกโกงโดยบริษัทเอกชน

ประสบการณ์ในแคลิฟอร์เนีย น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รู้ว่า เมื่อบริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตและจ่ายไฟ ประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ดีกว่าเสมอไป ทั้งนี้เพราะเป้าหมายของบริษัทเอกชนคือกำไร และกำไรที่ว่านี้ บางครั้งก็ได้มาอย่างโปร่งใส แต่บ่อยครั้งที่ได้มาจากอิทธิพลทางการเมือง

ใช่ค่ะ โกง กันอย่างหน้าด้านๆ เลยทีเดียว

ในช่วงปี พ.ศ. 2543-2544 รัฐแคลิฟอร์เนียได้เกิดไฟดับหลายครั้ง สร้างความเสียหายให้กับประชาชน ธุรกิจคอมพิวเตอร์ และธุรกิจอื่นๆ เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ สาเหตุของไฟดับ นั้นทางบริษัทเอกชนผู้ผลิตและจ่ายไฟอ้างว่าเป็นเพราะเขื่อนไม่มีน้ำบ้าง เป็นเพราะโรงงานไฟฟ้าต้องปิดซ่อมแซมบ้าง เพราะราคาก๊าซธรรมชาติได้พุ่งสูงขึ้นบ้าง เพราะโรงไฟฟ้าในแคลิฟอร์เนียมีไม่เพียงพอบ้าง

แต่หลังจากการสืบสวนสอบสวนในเวลาสองปีต่อมา พบว่าบริษัทเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดไฟฟ้าของแคลิฟอร์เนียนั้นโกงอย่างแยบยล ด้วยการกั๊กไฟฟ้าไว้แล้วอ้างว่ามีไฟฟ้าไม่เพียงพอที่จะขาย เมื่อปริมาณการขายน้อยลง ก็เกิดการขาดแคลน ทำให้ราคาไฟฟ้านั้นพุ่งสูงขึ้น

เท่านั้นยังไม่พอ บริษัทขายไฟฟ้ากลุ่มเดียวกับที่โกงแคลิฟอร์เนียนั้น ยังเสนอว่าวิกฤติพลังงานในแคลิฟอร์เนียนั้นแก้ด้วยโดยการเซ็นสัญญาระยะยาวกับบริษัทกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้แคลิฟอร์เนียสามารถซื้อไฟฟ้าได้ในราคาที่ตายตัว ซึ่งถึงแม้จะสูงกว่าราคาปกติอยู่มาก แต่ก็เป็นหลักประกันไม่ให้เจอราคาไฟฟ้าที่พุ่งสูงอีก

กลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าว มีอิทธิพลทางการเมืองมากเพราะพวกเขาสามารถโน้มน้าวในผู้ว่าการรัฐ Gray Davis เซ็นสัญญาที่จะผูกมัดชาวแคลิฟอร์เนียไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้าเป็นผลสำเร็จ ผลก็คือ ปัจจุบัน ค่าไฟในแคลิฟอร์เนียได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกๆในสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการเปิดเสรีไฟฟ้า

เหตุการณ์นี้ เป็นเหตุการณ์หลักที่ทำให้นาย Gray ผู้ว่าการรัฐ ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งแบบกู่ไม่กลับ เพราะประชาชนรู้ดีว่าเขาได้ใช้อำนาจทางการเมืองของเขาในการทำให้กระเป๋านักธุรกิจและกระเป๋าตัวเองหนักขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนแคลิฟอร์เนียแย่ลง

2. บริษัทเอกชนลงทุนผิดพลาด

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ บริษัท PG&E ได้สร้างขึ้นนั้น เป็นเหมือนฝันร้าย ของชาวแคลิฟอร์เนียที่ตามมาหลอกหลอนเป็นเวลาหลายสิบปีจนมาถึงทุกวันนี้

โรงไฟฟ้าชื่อ Diablo Canyon นี้ เป็นความผิดพลาด ทั้งทางด้านการวางแผน และการบริหาร เพราะมันถูกสร้างขึ้นใกล้กับรอยแยกของผิวโลก ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 7 ริกเตอร์มาแล้ว ตอนที่ PG&E ลงมือสร้างนั้น ศาสตราจารย์วิชาธรณีวิทยาในมหาวิทยาลัยใกล้เคียงก็ได้เตือนแล้วเตือนอีก แต่ด้วยการกลัวเสียเงินค่าป้องกันความเสียหายจากแผ่นดินไหว PG&E จึงนิ่งเฉยเสีย

แต่เมื่อข่าวเรื่องรอยแยกแผ่นดินไหวใกล้โรงงานไฟฟ้าตกเป็นรั่วไปถึงภาคประชาชน หน่วยงานของรัฐจึงเข้ามาห้ามไม่ให้ PG&E เปิดทำการโรงงานไฟฟ้าแห่งนั้น และให้พิจารณาวิธีการก่อสร้างเสียใหม่

ผลก็คือ โรงงานนิวเคลียร์ขนาดมหึมานั้นต้องถูกรื้อแล้วสร้างใหม่หมด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว และทำให้ค่าก่อสร้างทั้งหมดบานปลายเป็นเงินถึง หกพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และทำให้โรงงานเปิดช้ากว่ากำหนดถึง 15 ปี

โรงงานแห่งนี้ทำให้ชาวแคลิฟอร์เนียต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าปกติถึง 15%

30 ปีต่อมา ชาวแคลิฟอร์เนีย ยังคงต้องควักกระเป๋าเพื่อชดเชยความผิดพลาดครั้งนี้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย

ประสบการณ์ของรัฐแคลิฟอร์เนียควรเป็นบทเรียนสอนใจว่าเมื่อใดก็ตามที่บริษัทไฟฟ้าโกง หรือลงทุนผิดพลาด ท้ายสุดคนที่จะแบกภาระก็คือประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นนั่นเอง การเปิดเสรี จึงไม่ใช่วิธีที่จะรับประกันประสิทธิภาพได้

ในขณะนี้ ประชาชนไทยมีไฟฟ้าพอใช้ และทั่วถึงแทบทั้งประเทศ
ดังนั้นหากภาคเอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการไฟฟ้า ก็หมายความว่า ที่ไหนไม่ให้ผลกำไร ที่นั่นก็จะถูกตัดไฟฟ้า ดังที่ได้เกิดมาแล้วในการเปิดเสรีรถไฟในประเทศโบลิเวีย เมื่อบริษัทต่างชาติมาซื้อกิจการรถไฟในโบลิเวีย ปรากฏว่าเส้นทางรถไฟไต่เขาไปยังชนบทธุรกันดารนั้นถูกปล่อยให้เสื่อมโทรมเพราะนั่นเป็นย่านคนจนที่ไม่ได้สร้างกำไรให้กับทางบริษัท

ทั้งนี้....ก็เพราะว่าปรัชญาของบริษัทเอกชนคือ กำไร ไม่ใช่ บริการ การแปรรูปกิจการไฟฟ้าด้วยการเปิดเสรีนั้นจึงไม่เหมาะกับสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้า ประปา และการขนส่งมวลชน การแปรรูปกิจการไฟฟ้าน่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบของการปรับเปลี่ยนระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มิใช่ไปหวังลมลมแล้งๆ ว่าบริษัทเอกชนที่ไหนก็ไม่รู้จะทำงานได้ดีกว่า

เรื่องไฟฟ้า เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่คนต้องใช้ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิตอลที่ทำให้เราต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นในการชาร์จโทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล คอมพิวเตอร์โนตบุ๊ค ดังนั้นเรื่องการแปรรูปไฟฟ้าจึงไม่ใช่แต่จะกระทบแต่พนักงานการไฟฟ้าเท่านั้น แต่จะกระทบประชาชนไทยทุกคน หากทักษิณคิดจะแปรรูปก็ควรจัดกระบวนการประชาพิจารณ์ให้เหมาะ ไม่ควรรีบเร่งหมกเม็ดเช่นนี้ มิฉะนั้น ทักษิณก็อาจกลายเป็นนักการเมืองที่ถูก "ขับไล่" ไปอีกคน


--------------------------------------------------------------------------------

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

การะเกด. (2003). "อีกหนึ่งวันวิกฤตในนิวยอร์ค." เพื่อนไทยสุดสัปดาห์. คลิกเพื่ออ่าน

Woo, Chi-Keung, et al. (2003). “Electricity Market Reform Failures: UK, Norway, Alberta, and California.” Energy Policy. 31: 11(September 2003). คลิกเพื่ออ่าน

Borenstein, Severin. (2001). “The Trouble with Electricity Markets (and Some Solutions).” POWER Working Paper. คลิกเพื่ออ่าน

3 Comments:

  • ในน้ำมีปลา
    ในฟ้ามีนก
    นายกต้องทักษิณ

    By Anonymous Anonymous, At 2/12/2005 09:22:00 AM  

  • ถึงคุณการะเกด
    คุณเป็นคนไทยที่มีจิตสำนึกดีจังเลย อยากได้ email คุณจังเลย มีธุระสำคัญมากที่อยากจะคุยด้วย mrsathorn@gmail.com

    By Anonymous Anonymous, At 2/14/2005 07:24:00 AM  

  • นายสนธิกล่าวถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่า ถือเป็นการคอรัปชั่นอย่างหนึ่ง โดยชี้ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างหัวชนฝา แต่คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ต้องตัดหุ้นออกเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ให้เอกชน ถ้าจะแปรรูป แปรไป 100 เปอร์เซ็นต์เลย เพื่อให้รัฐวิสาหกิจนั้นกลายเป็นบริษัทเอกชน จะได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ไม่ใช่ไปพึ่งพิงอิงแอบอาศัยกับสิทธิพิเศษของการเป็นรัฐวิสาหกิจอีก 70 เปอร์เซ็นต์ ในสิทธิ์ต่างๆ และ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่แปรรูปนั้น แปรให้พรรคพวกตัวเองและพวกพ้อง

    พร้อมกันนี้ นายสนธิได้ยกตัวอย่างกรณีการแถลงผลกำไรของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่มีผลกำไรในครึ่งปีว่ามีจำนวนถึง 44,350 ล้านบาทและคาดการณ์ทั้งปีมียอดขายถึง 80,000 หมื่นล้านบาทพร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ถ้า ปตท.ไม่ได้แปรรูป 25 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ เข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ 30 เปอร์เซ็นต์ ของกำไรแสนล้าน ปตท.ปีนี้คือ 30,000 ล้าน 30,000 ล้าน ทั้งหมดนี้โอนเข้ารัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ใช่หรือไม่ แต่ทำไมต้องเอา 30 เปอร์เซ็นต์ ตัวนี้ไปเสริมให้เอกชน ซึ่งถือหุ้นอยู่เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง nominee (ตัวแทน) เต็มไปหมด เพียงเพื่อให้คนพวกนี้ร่ำรวยขึ้นมาบนความทุกข์ยากของคนใช้น้ำมัน ท่านเรียกนี่ว่าคอร์รัปชั่นหรือเปล่า มันเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย แต่กฎหมายไม่มีทางจะเข้าไปถึง

    "การแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคในมุมมองของผมแล้วถือว่าเป็นการคอร ์รัปชั่นที่เลือดเย็นที่สุด เป็นการคอร์รัปชั่นที่อำมหิต นี่คือการใส่เสื้อนอกปล้นประชาชน ต่างกว่าการคาดผ้าประเจียก สักยันต์ ใส่เสื้อสีแดง ถือดาบสองอัน แล้วก็บอกว่า ไอ้เสือเอาวาในอดีต" ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการระบุ

    นายสนธิกล่าวว่า ปรัชญาของรัฐวิสาหกิจกับปรัชญาของบริษัทมหาชนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รัฐวิสาหกิจนั้นยอมกำไรน้อยหรือขาดทุน เพื่อสังคม เพื่อประชาชน บริษัทมหาชนนั้น คือกำไรสูงสุดเพื่อผู้ถือหุ้น ชั้นหนึ่ง เบียดบังกำไรที่ควรตกเป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับไปให้เอกชน 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนที่ถืออยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ เข้ามาเสวยสิทธิพิเศษความเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่มีความเป็นธรรมกับบริษัทอื่น และเราบอกว่าเรามีการแข่งขันกันโดยเสรี เราไม่ได้แข่งขันกันโดยเสรี เราสร้างอภิสิทธิ์ชนให้กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นเอง

    นายสนธิยังชี้ให้เห็นถึงการเชื่อมโยงของ GDP ที่จะโตขึ้นเพราะมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ที่อาจจะโตขึ้นสัก 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากมีหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าไปซื้อขาย แล้วใครจะได้ประโยชน์จาก GDP นี้บ้าง ประชาชนทั่วไปได้ แต่ได้น้อย ไม่ต้องพูดกันก็ได้แล้วก็ไปใช้ในการบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต กลุ่มคนที่ได้มากกว่าคือกลุ่มคนที่กำหนดนโยบาย ที่มีกิจการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว คนนั้นจะเป็นคนที่ได้มูลค่าส่วนต่างของหุ้น เป็นกลุ่มที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล อย่างนี้ ผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างนี้เรียกว่าเป็นการคอร์รัปชั่นหรือไม่ ถ้าเป็นแล้วเราจะใช้กฎหมายอะไรมาจัดการ เพราะไม่มีกฎหมายมาจัดการเรื่องนี้

    "สนธิ" อัดแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คอร์รัปชันเลือดเย็น-สุดอำมหิต
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 สิงหาคม 2548
    http://www.manager.co.th/lite/ViewNews.aspx?NewsID=9480000110304 

    Posted by manager

    By Anonymous Anonymous, At 8/16/2005 04:38:00 PM  

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home