นโยบายการ "เปิดเสรี"

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นคลังความรู้สำหรับนโยบายเปิดเสรี (Neoclassical Economics) นั้น มีต้นกำเนิดมาจากคณะเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ซึ่งเชื่อว่าการแข่งขันอย่างเสรีในตลาดจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเกิดการแข่งขันแล้ว ผู้แข่งขันกันในตลาดก็จะพยายามหาวิธีลดต้นทุนของตนเองในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน การหาวัตถุดิบและแรงงานราคาถูก เป็นต้น ในกระบวนการแข่งขันอย่างเสรีนี้ ผู้ที่ชนะ ก็คือผู้ที่สามารถเสนอขายสินค้าในราคาที่ถูกที่สุด ด้วยเหตุนี้ในทางทฤษฎี ผู้บริโภคควรจะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรี เพราะ จะมีทางเลือกมากขึ้น และราคาสินค้าก็น่าจะถูกลง

ตรรกะของการเปิดเสรีนั้นมันเข้ากันได้ดีกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เน้น เสรีภาพ และความเสมอภาค เพราะการเปิดเสรีเป็นการเพิ่ม “ทางเลือก” ให้ชีวิต คนอเมริกันโดยมากเชื่อกันว่าตลาดเสรีเป็นกลไกที่จะนำมาซึ่งประชาธิปไตย ในสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนปริญญาตรีอยู่ที่อเมริกานั้น ก็เชื่อไปกับคำสัญญาของตลาดเสรีด้วย ใครๆ ก็เชื่อกันจนแทบจะเรียกได้ว่านโยบายเปิดเสรี เป็นศาสนาใหม่แห่งทศวรรษปี 1980s และ 1990s ก็ว่าได้ ถึงขนาดที่อดีตประธานาธิบดี Bill Clinton แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศให้ช่วยกันเผยแผ่ศาสนานี้ไปทั่วโลก “[the job of our generation] is to persuade people that democracy and free markets can give all people the opportunity to live out their dreams.”

ด้วยความสวยหรูทางนโยบาย ประกอบกับคำแนะนำเชิงบังคับของ World Bank และ IMF รัฐบาลของประเทศโลกที่สาม จึงได้เริ่มดำเนินนโยบายเปิดเสรีทุกชนิด ตั้งแต่การประปา การรถไฟ การขนส่งมวลชน โทรคมนาคม รวมถึงที่ดิน กระบวนการดังกล่าวเริ่มในประเทศละตินอเมริกาอย่างชิลี โบลิเวีย บราซิล และอาร์เจนตินา

แต่ภาพฝันที่วาดไว้อย่างสวยหรูของการเปิดเสรีกลับกลายเป็นหายนะที่ประเทศละตินอเมริกันหลายประเทศต้องมานั่งปัดกวาดกันจนทุกวันนี้ จากประสบการณ์การเปิดเสรีการค้าที่เริ่มขึ้นในละตินอเมริกาในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้นักวิชาการหลายท่านได้สรุปไว้แล้วว่าการเปิดเสรีทางการค้าถือเป็นจักรวรรดินิยมในรูปแบบใหม่ ที่ถูกซ่อนลึกภายใต้คราบของการประกาศเสรีภาพในทางเลือก ข้อคิดนี้พิสูจน์กันง่ายๆ ค่ะ ลองดูประเทศสหรัฐอเมริกาที่เที่ยวไปแนะนำให้ประเทศโลกที่สามเปิดเสรีสิคะ สหรัฐเองกลับปิดกั้นการค้าเสรีในประเทศของตน ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า (tariff) เหล็กและผลิตภัณฑ์ทางเกษตร ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของตนจากเจ้าพ่อเมืองจีน ซึ่งนับวันจะผลิตของได้ถูกลงและเริ่มเทสินค้าถูกๆ มาขายในสหรัฐมากขึ้น

การเปิดเสรีในประเทศกำลังพัฒนา แทนที่จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพอย่างที่สัญญา กลับกลายเป็นกลไกที่นายทุนต่างชาติใช้ ในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ที่เดิมเข้าไม่ถึง เช่นทรัพยากรป่าไม้ แร่ธาตุ น้ำ อากาศ ที่ดิน และแรงงาน เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าสมัยที่ประเทศอุตสาหกรรมไปล่าอาณานิคมนั้น ก็ทำให้เกิดการไหลสุทธิของทรัพยากรจากประเทศยากจน สู่ประเทศร่ำรวยอยู่แล้ว การไหลของทรัพยากรในครั้งนั้นเกิดจากการบังคับทางการทหาร แต่ในสมัยนี้ การไหลของทรัพยากรนั้นมากขึ้น และรุนแรงขึ้น โดยไม่ต้องใช้กำลัง แต่เป็นการใช้คำใหญ่ คำโตสโลแกนในการล้างสมองประชาชนผ่านสื่อ เช่นคำว่า ประสิทธิภาพ เสรีภาพ การแข่งขันและประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลของโลกที่สาม เปิดบ้านของตนเองให้ขโมยเข้ามาเลือกของได้อย่างเสรี และทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนขยายกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อย่าง Joseph Stiglitz ก็ยังรู้สึกเข็ดขยาดกับผลของการเปิดเสรีทั่วโลก ดังที่เขาไ้ด้้ชี้ให้เห็นในหนังสือชื่อ Globalization and Its Discontents ว่านโยบายการเปิดเสรีการค้าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาหาได้นำมาซึ่งประโยชน์สุขที่ทุกคนคาดหวังไว้ไม่ ในทางตรงกันข้ามกลับเพิ่มอัตราการว่างงาน เพิ่มคอรัปชั่น เพิ่มการผูกขาดทางการค้า และลดการแข่งขัน ลุง Joe ยังยกตัวอย่างอีกด้วยว่า ประเทศที่ไม่ได้ทำตามนโยบายเปิดเสรีของ IMF อย่างประเทศจีนนั้น กลับประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามทางเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกับที่ทฤษฏีเสรีนิยม กำลังถูกทดลองใช้ทั่วโลก ทฤษฎีใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ก็ได้ก่อตัวขึ้นมา เป็นทฤษฎีที่อยู่ภายใต้สาขาใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า the New Institutional Economics (NIE) ซึ่งเน้นการสร้างสถาบันทางสังคมให้เข้มแข็งก่อนที่จะมีการเปิดเสรี ทั้งสถาบันการเงิน สถาบันการตลาด สถาบันศาล และสถาบันทางสังคมอื่นๆ NIE ชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันที่แท้จริงจะไม่เกิดขึ้นหากสถาบันทางสังคมไม่เข้มแข็ง เช่นว่า ถ้ากิจการของรัฐถูกขายไปให้บริษัทเอกชนบางกลุ่มแล้ว ก็อาจเกิดการกว้านซื้อกิจการโดยนักธุรกิจเพียงไม่กี่กลุ่ม เนื่องจากไม่มีสถาบันหรือระบบการเมืองที่คอยตรวจสอบความโปร่งใส ทำให้เกิดการผูกขาดขึ้นมาใหม่โดยนักธุรกิจ

เส้นทางสู่การแข่งขันในตลาด จึงจำเป็นต้องมีการปูพื้นฐานทางด้านกฏเกณฑ์และกติกา และตระหนักถึงพฤติกรรมทางการเมืองของผู้ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดว่าอาจจะมีผลต่อประสิทธิภาพของตลาดได้อย่างไร NIE จึงเป็นการนำ “การเมือง” กลับเข้ามารวมตัวกับวิชา “เศรษฐศาสตร์” อีกครั้ง หลังจากที่เศรษฐศาสตร์แบบ Neoclassical Economics (เสรีนิยม) ได้ซ่อนเร้นความเป็นจริงข้อนี้ของชีวิตมานานหลายทศวรรษ

ภายใต้ New Institutional Economics การเปิดเสรีการค้าจึงไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาเศรษฐกิจเสมอไป

ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์เปลี่ยนไปแล้ว แต่ผู้วางแผนนโยบายในรัฐบาลยังใช้ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์แบบเก่าอยู่ อาจเป็นเพราะว่า นักวางแผนนโยบายซึ่งไต่เต้ามาจากอดีตนักเรียนนอกนั้นมักใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จากสิบหรือยี่สิบปีที่แล้วเมื่ิิอตอนที่พวกเขายังเรียนอยู่ กว่าที่พวกเขาจะกลับมาทำงาน กว่าจะเลื่อนขั้นขึ้นไปถึงตำแหน่งที่มีอำนาจทางการเมืองได้ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ก็ได้วิวัฒนาการไปแล้ว นักนโยบายที่ไม่ได้อัพเกรดตัวเองกลับนำของเก่ามาเล่าใหม่โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

หมายเหตุ: นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางตัวอย่างของการเปิดเสรีที่ล้มเหลว

? อาร์เจนตินา และโบลิเวีย: หลังจากเปิดเสรีประปาแล้ว ปรากฏว่าราคาน้ำแพงขึ้นมากกว่าสองเท่า

? เม็กซิโก: หลังจากเปิดเสรีประปาแล้ว ปรากฏว่าบริษัทเอกชนปั๊มน้ำใต้ดินจนทำให้น้ำในทะเลสาบชาพาลาค่อยลดลงต่ำเรื่อยๆ เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์วิทยา

? อาร์เจนตินา บราซิล: หลังจากเปิดเสรีรถไฟ สถานีรถไฟหลายแห่งถูกปิด และคนงานรถไฟเกิน 75% (หลายแสนคน) ถูกไล่ออก ส่วนคนที่ไม่ถูกไล่ออกต้องทำงานหลายชั่วโมงมากขึ้น ทำให้เกิดอันตรายกับระบบความปลอดภัยของรถไฟ

? ชิลี: หลังจากเปิดเสรีธนาคารแล้วพบว่าธนาคารตกอยู่ในกำมือของครอบครัวเพียงไม่กี่ครอบครัว และเกิดวิกฤตของการบริหาร ทำให้รัฐบาลต้องซื้อธนาคารเหล่านั้นกลับเข้ามาเป็นของรัฐอีกครั้ง

? อุรุกวัย: หลังการประปาถูกขายให้บริษัทเอกชน บริษัทเอกชนก็ยกเลิกการส่งน้ำไปยังย่านคนจนทันที


--------------------------------------------------------------------------------

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

การะเกด. 2003. "อีกหนึ่งวันวิกฤตในนิวยอร์ค." Thai Friend Forum. คลิกเพื่ออ่าน

การะเกด. 2004. "ผู้คนลุก ผู้นำล้ม (ตอน 1)." Thai Friend Forum. คลิกเพื่ออ่าน

Berhau, Juan. Uruguay: Privatization with Protest. Public Citizen. คลิกเพื่ออ่าน

Collins, Joseph and John Lear. 1991. “Privatization and Plunder. Pinochet’s Giveaway: Chile’s Privatization Experience.” Multinational Monitor. คลิกเพื่ออ่าน

Gleick, Peter H., et al. 2002. “The New Economy of Water: The Risks and Benefits of Globalization and Privatization of Fresh Water” (โดยเฉพาะหน้า 29 ถึง 35) คลิกเพื่ออ่าน

Martin, Brendan. 2002. “Railway Privatization In The Third World” คลิกเพื่ออ่าน

Neto, H.X.R. Outcomes and Trends from Brazillian Railway Privatization. คลิกเพื่ออ่าน

North, Douglass. 1993. The New Institutional Economics and Development. คลิกเพื่ออ่าน

Stiglitz, Joseph. 2003. Globalization and Its Discontents. New York: W.W. Norton & Company. หาอ่านได้ที่ Asia Books หรืออ่านบทแปลของไสว บุญมาในหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์

4 Comments:

  • Ok, girl. Is there anything in the world that you doesn't bother you? It seems you have something bad to say about anything, and nothing pleases you. lol

    By Anonymous Anonymous, At 2/12/2005 07:17:00 AM  

  • ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการเปิดเสรีคือหนทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการดำเนินกิจการสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา หรือ โทรคมนาคม

    ทว่า หลายเมืองในสหรัฐ กำลังหันเหไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเปิดเสรี โดยในรัฐบาลท้องถิ่นเป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคม เนื่องจากถูกผูกขาดหนักด้วยบริษัทเอกชน

    "As Americans thirst for more advanced technology, such as high-speed Internet access, some municipalities and government-owned utilities are building their own fiber-based or advanced wireless networks. Most of these networks so far have been built in rural regions where large phone companies and cable companies are reluctant to build out infrastructure. But the movement is also spreading into more densely populated areas as communities look for ways to attract new businesses.

    ...
    local governments are increasingly frustrated by constantly rising cable rates, poor customer service, (and) the sense that the large and increasingly growing cable companies and telephone companies do not seem to care much about local concerns."


    Source: Broadband for the masses? by Marguerite Reardon
    April 14, 2004
    http://news.com.com/2008-1037-5190220.html
      

    Posted by NaNo

    By Anonymous Anonymous, At 3/22/2005 06:01:00 PM  

  • เอฟทีเอว็อทช์ ดึง “อภิสิทธิ์” ร่วมค้านเอฟทีเอไทย-สหรัฐ  

    ประชาไท – 29 มี.ค.48 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอว็อทช์-FTA Watch) เข้ายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ติดตามและตรวจสอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ซึ่งกำลังจะมีการเจรจารอบที่ 3 ในวันที่ 4-8 เมษายน นี้ ที่พัทยา

    ประเด็นที่กลุ่มห่วงใยเป็นพิเศษคือ การเจรจาครั้งนี้เป็นที่คาดหมายว่า ทางสหรัฐจะยื่นข้อเรียกร้องที่เหลือให้ครบทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่อง การคุ้มครองสิทธิบัตร ทั้งในประเด็นเรื่องการขยายเวลาการคุ้มครองให้มากกว่า 20 ปี , การคุ้มครองสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิตทุกประเภท , การจำกัดการใช้มาตรการบังคับในสิทธิ ( Compulsory Licensing ) ซึ่งล้วนเป็นข้อเรียกร้องเพื่อการคุ้มครองผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทเอกชนของสหรัฐทั้งสิ้น

    นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไท (ไบโอไทย) กล่าวว่า จากการติดตามการเจรจาเอฟทีเอของรัฐบาลที่ผ่านมาพบว่า มีแนวโน้มที่รัฐบาลจะเลี่ยงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 224 โดยไม่นำข้อตกลงเอฟทีเอ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยใช้การแก้กฎหมายทั้งระบบ 377 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้ 7 ฉบับเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ซึ่งหากแก้ให้เป็นไปตามเนื้อหาเอฟทีเอก่อนที่จะมีการตกลง ก็จะสามารถเลี่ยงไม่ต้องนำร่างข้อตกลงเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้

    http://www.prachathai.com/news/show.php?Category=nm&No=3694 

    Posted by Latest on Thai-US FTA

    By Anonymous Anonymous, At 3/30/2005 04:24:00 AM  

  • ประชาไท – 29 มี.ค.48 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอว็อทช์-FTA Watch) เข้ายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ติดตามและตรวจสอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ซึ่งกำลังจะมีการเจรจารอบที่ 3 ในวันที่ 4-8 เมษายน นี้ ที่พัทยา

    ประเด็นที่กลุ่มห่วงใยเป็นพิเศษคือ การเจรจาครั้งนี้เป็นที่คาดหมายว่า ทางสหรัฐจะยื่นข้อเรียกร้องที่เหลือให้ครบทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่อง การคุ้มครองสิทธิบัตร ทั้งในประเด็นเรื่องการขยายเวลาการคุ้มครองให้มากกว่า 20 ปี , การคุ้มครองสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิตทุกประเภท , การจำกัดการใช้มาตรการบังคับในสิทธิ ( Compulsory Licensing ) ซึ่งล้วนเป็นข้อเรียกร้องเพื่อการคุ้มครองผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทเอกชนของสหรัฐทั้งสิ้น

    นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไท (ไบโอไทย) กล่าวว่า จากการติดตามการเจรจาเอฟทีเอของรัฐบาลที่ผ่านมาพบว่า มีแนวโน้มที่รัฐบาลจะเลี่ยงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 224 โดยไม่นำข้อตกลงเอฟทีเอ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยใช้การแก้กฎหมายทั้งระบบ 377 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้ 7 ฉบับเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ซึ่งหากแก้ให้เป็นไปตามเนื้อหาเอฟทีเอก่อนที่จะมีการตกลง ก็จะสามารถเลี่ยงไม่ต้องนำร่างข้อตกลงเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้

    Source: http://www.prachathai.com/news/show.php?Category=nm&No=3694  

    Posted by Latest on Thai-USA FTA

    By Anonymous Anonymous, At 3/30/2005 04:33:00 AM  

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home