ฝึกให้เชื่อง
เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ไปเจอบทความในนิตยสารฉบับหนึ่งของสหรัฐที่กล่าวว่า สถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกานั้นมีไว้เพื่อสร้างบุคลากรที่เชื่องและบริหารง่าย อ่านเจอของอย่างงี้ก็น่าตกใจนะครับ ผมเองก็วนเวียนอยู่ในโรงเรียน มานานเกือบ 20 ปีแล้ว ไม่เห็นจะเคยคิดเลยว่าเราจะเรียนอะไรกันได้ ถ้าไม่มีสถาบันการศึกษา คุณลุงผู้เขียนบทความที่ว่านี้เคยเป็นครูมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ไม่นานมานี้ เขาได้ไปค้นพบหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่ง เขียนเมื่อประมาณ 85 ปีที่แล้วโดยนาย Alexander Inglis ชื่อว่า Principles of Secondary Education (1918) หนังสือเล่มนี้พูดถึงเหตุผลที่แท้จริง ของการริเริ่มโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา1. เพื่อปลุกฝังลักษณะการแสดงปฎิกิริยาที่ควรต่อผู้ทรงอํานาจ การที่เด็กฟังคําสั่งครูหรือหัวหน้าชั้นโดยไม่กล้าเถียงก็ถือว่าเป็นความสําเร็จก้าวแรกของสถาบันการศึกษาแล้วกระมัง ข้อนี้สําคัญมากครับ เพราะถ้าเด็กกล้าที่จะท้าทายระบบอํานาจกันตั้งแต่ยังเล็กแล้ว เมื่อเขาโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ จะไม่ยากที่จะควบคุมหรอกหรือ
2. เพื่อปลุกฝังลักษณะความคิดและจิตสํานึกของเด็กให้คล้ายคลึงกันมากที่สุด ทําให้บุคลากรโดยรวมนั้นบริหารง่ายและเดาใจได้ ในสหรัฐอเมริกานั้นเด็กเขาต้องท่องกันเป็นนกแก้วนกขุนทอง ความหมายของการเป็นชาวอเมริกัน "Freedom" "Democracy" "Peace" (แม้ว่าคําว่า "Peace" นั้นจะถูกใช้เป็นเหตุผลในการทําสงครามที่บ่อยที่สุดก็ตาม) จริงๆแล้วพี่ไทยเราก็มีคํัา 3 คําไว้ปลุกใจเด็กไม่แพ้เขาเหมือนกันนะ
3. เพื่อค้นหาบทบาทของเด็กที่จะมีต่อสังคม อันนี้ทําได้โดยใช้การสอบและเก็บคะแนนครับ ใครได้คะแนนสูงก็แปลว่าผู้นั้นทําตามเป้าหมายข้อที่ 1 และ 2 (ที่กล่าวมาข้างต้น) ได้ดียิ่งนัก
4. เพื่อแบ่งแยกเด็ก เมื่อค้นหาบทบาทได้แล้ว ก็ต้องแบ่งแยกเด็กตาม "ความสามารถ" ของเด็กที่จะตอบสนองความต้องการของระบบอํานาจ ที่เป็นอยู่ แต่การแบ่งแยกเด็กเพียงอย่างเดียวนั้นก็ไม่ต่างจากการสับพริกหยวกให้เป็นชิ้นๆ คือว่าโดยรวมแล้วพริกหยวกที่ถูกสับแล้วก็ยังเผ็ดอยู่ดี คราวนี้จะทํายังไงให้พริกหยวกนั้นไม่เผ็ดเล่า ?
5. การคัดเลือก หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของโรงเรียนก็คือการคัดเลือกเด็ก ....คงเหมือนกับการคว้านเอาส่วนที่เผ็ดของพริกนั้นออกจากส่วนที่ไม่เผ็ดละกระมัง ผมยังจําคําคมของครูแนะแนวของ ผมได้เลย "เธอนะ ควรเรียนวิศวฯ หรือช่างกล....จบออกมาจะได้หางานเอาง่ายๆ อย่าไปสนใจสังคมหรือการเมืองเลย เดี๋ยวจะโดนเขาจับเข้าคุกเปล่าๆ" ผมเกือบจะถามครูแนะแนวแล้วว่า "เขา" ที่จะมาจับผมเข้าคุกคือใครกัน และพวก "เขา" เหล่านั้น ทําหน้าที่ต่างจากครูประจําชั้นหรือไม่
6. เพื่อสร้างผู้บริหารมวลชน ระบบโครงสร้างดังกล่าว เอื้อให้เกิดผู้บริหารกลุ่มน้อย ที่ถูกคัดเลือกโดยระบบอํานาจปัจจุบันให้เป็นผู้คุมอํานาจและบริหารในอนาคต พวกเขาจะถูกสอนให้รู้จักการจัดการมวลชนกลุ่มใหญ่ ที่จะถูกระบบคัดเลือกให้เป็นผู้ใช้แรงงาน
ในสหรัฐอเมริกานั้นเราจะเห็นการสร้างกระบวนการ "ฝึก" ดังที่กล่าวมาแล้ว 6 ข้อได้อย่างจริงจังในสมัยต้นศตวรรตที่ 20 โดยนาย James B. Conant ซึ่งเป็นประธานของมหาลัย Harvard มากว่า 20 ปี นาย James Conant คนนี้เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านก๊าซมรณะ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นหนึ่งในผู้บริหารโครงการผลิตระเบิดปรมาณูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2...... พอได้ปล่อยระเบิดกันเสร็จที่ญี่ปุ่นแล้วนาย James Conant ก็ทิ้งคราบเลือดและกลิ่นก๊าซมรณะ มาเป็นบิดาแห่งระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกา เขาเริ่มสนับสนุนโครงการสร้างโรงเรียนรัฐและการ เกณฑ์นักเรียนทั่วประเทศเข้าสู่ระบบ การสอบมาตรฐาน (Standardized Tests) การปฎิรูปการศึกษาของเขานั้นเป็นผลสําเร็จอย่างสูง แต่สิ่งที่น่ากลัวในความสําเร็จอันนี้ก็คือ การสูญเสียบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่อาจนํามาทดแทนได้ด้วยการสอบมาตรฐานหรือการแข่งโอลิมปิกวิชาการ
หลังจากการปฎิรูปการศึกษาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (1905) เราไม่ได้เห็นบุคลากรอัจฉริยะ อย่าง Henry George, Benjamin Franklin, Abraham Lincoln, George Washington, Mark Twain, Magaret Mead, หรือ Thomas Edison อีกเลยในทวีปอเมริกา และที่น่าสนก็คือบุคลากรเหล่านี้ไม่เคยเข้าโรงเรียนกันเลยสักคนเดียวการมีระบบการศึกษาไว้เพื่อจัดการและบริหารมวลชนตั้งแต่เด็กนั้นอาจดูเหมือนเป็นผลดีต่อระบบอํานาจ (รัฐและนายทุน) แต่สําหรับการเรียนรู้ของเยาวชนที่มีความคิดสร้่างสรรค์แล้ว มันคงไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนาเป็นแน่








10 Comments:
สงสัยจะจริง May be it is time for the US to get back to its pre-1905 glory day.
By
Anonymous, At
2/16/2005 03:48:00 AM
Thaksin Shinawatra
Ph.D., Sam Houston State U.
ถูกฝึกจนเชื่อง
แล้วมาฝึกคนไทยต่อ
By
Anonymous, At
2/16/2005 08:41:00 AM
ลองอ่านนิทาน "โรงเรียนสัตว์ ของอาจารย์ ประสาท มีแต้มดูบ้าง...
นิทานเรื่องนี้เขียนโดย George H. Reavis ซึ่งผมจะถอดความและใส่ไข่บ้างแล้วนำมาต่อดังนี้
กาลครั้งหนึ่ง พวกเหล่าสัตว์ทั้งหลายได้ตัดสินใจร่วมกันว่า “เพื่อที่จะให้พวกเราเหล่าสัตว์ทั้งหลายสามารถติดตามทันกับโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ เราควรจะต้องจัดการให้มีโรงเรียนขึ้นมา ถึงเวลาต้องพัฒนาแล้ว”
เพื่อความรวดเร็ว พวกเขาจึงได้ลอกหลักสูตรมาจากสำนักแห่งหนึ่งซึ่งประกอบด้วย 4 วิชา คือ วิ่ง ปีนต้นไม้ ว่ายน้ำและบิน คณะกรรมการโรงเรียนก็อนุมัติในทันที
และเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารหลักสูตร พวกเขาจึงตั้งกติกาว่า “สัตว์ทุกตัวต้องลงทะเบียนเรียนทั้งสี่วิชานี้เหมือนกันหมด สัตว์ตัวใดต้องการความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษก็ค่อยไปศึกษาระดับปริญญาในมหาวิทยาลัยก็แล้วกัน”
นักเรียนทั้งหมดมี 5 ท่าน คือ เป็ด กระต่าย กระรอก นกอินทรีย์ และปลาไหล แต่มีตัวละครเพิ่มอีก 1 ตัว คือหนู
นักเรียนเป็ดซึ่งมีความสามารถสูงมากในด้านว่ายน้ำและจริงๆแล้วเขามีความสามารถมากกว่าครูผู้สอนเสียอีก แต่ด้วยความที่จ้าวเป็ดน้อยกลัวจะสอบตกในวิชาการวิ่งเป็ดจึงต้องอยู่ตอนเย็นหลังเลิกเรียนเพื่อเรียนพิเศษเพิ่มเติม เธอต้องฝึกวิ่งอย่างหนักจน”พายตีน”ฉีกขาด
ในที่สุดนักเรียนเป็ดผู้น่าสงสารก็สอบวิชาว่ายน้ำศาสตร์ได้เกรดเพียงแค่ผ่านหรือได้ระดับซีเท่านั้น ส่วนผลการเรียนวิชาอื่นๆปรากฏว่า เป็ดได้เพียงเกรดซีในวิชาการบินและปีนต้นไม้ส่วนวิชาการวิ่งเธอได้เกรดดีลบ เพราะว่าเท้าของเป็ดน้อยผู้น่าสงสารเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะ
กระต่ายซึ่งมีความสามารถในการวิ่งสูงกว่าเพื่อนๆในชั้นเรียน แต่กระต่ายก็ต้อง “ประสาทกิน”เพราะวิชาว่ายน้ำแย่งเวลาไปเกือบหมด
เจ้ากระรอกน้อยซึ่งเป็นเลิศในวิชาปีนต้นไม้ก็ต้องมาเซ็งอย่างสุดๆกับเงื่อนไขของครูที่ว่า “คุณจะต้องบินจากพื้นดินข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน”
กระรอกน้อยก็ขอร้องว่า “ครูครับผมขอบินจากที่สูงคือจากยอดไม้ลงไปสู่พื้นดินซึ่งผมถนัด”
แต่คุณครูบอกว่า “ทำไม่ได้เพราะผิดระเบียบ”
ในที่สุดกระรอกก็ต้องออกแรงมากในการบินจนเกิดอาการปวดขา จึงได้เกรด C ในวิชาปีนต้นไม้และได้ D ในวิชาวิ่งและวิชาการบิน
ส่วนนกอินทรีย์ซึ่งเป็นเด็กมีปัญหาและถูกกวดขันให้อยู่ในวินัยอย่างเข้มงวดในวิชาปีนต้นไม้
ครูบอกว่า“เธอต้องปีนจากตำแหน่งนี้ไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่งที่ฉันกำหนดให้” เจ้านกอินทรีย์รู้สึกอึดอัดมากจึงดื้อแพ่งที่จะใช้วิธีการของตนเองพร้อมบอกับคุณครูว่า
“หนูสามารถออกจากจุดนี้ไปยังจุดที่คุณครูกำหนดได้อย่างรวดเร็วและเร็วกว่าใครๆในปฐพีนี้ แต่ขอไปโดยวิธีบิน ขอไม่ปีนได้ไหม”
ในที่สุดครูก็ไม่ยอมและให้นกอินทรีย์สอบตก
เมื่อวันสิ้นสุดการศึกษามาถึง ปลาไหลพิการซึ่งสามารถสอบผ่านได้ทุกวิชา คือ ว่ายน้ำได้ดีกว่าใครๆวิ่งก็ได้ปีนต้นไม้และบินได้เล็กน้อยก็ได้เกรดเฉลี่ยสูงที่สุดในชั้นจนได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนนักเรียนเพื่อกล่าวขอบคุณในงานเลี้ยงอำลาโรงเรียน
ยังมีอีกเหตุการณหนึ่งที่น่าสนใจคือ วันหนึ่งแม่หนู(หนูจริงๆมีสี่ขามีหางด้วย-ไม่ใช่สาวๆที่แทนตนเองว่าหนู) ได้มาติดต่อกับโรงเรียนเพื่อขอให้ทางโรงเรียนนี้เปิดสอนวิชาขุดดินและการหลบซ่อนตัวให้กับลูกของตน แต่ทางโรงเรียนไม่ยอมเปิดสอนในที่สุดแม่หนูก็ต้องส่งลูกๆของตนไปเรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในที่สุดลูกหนูตนนี้ก็สำเร็จการศึกษาและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานี้ในเวลาต่อมา
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าระบบการศึกษามีความสามารถในการทำลายศักยภาพของนักเรียนได้อย่างยอดเยี่ยม แทนที่การศึกษาจะช่วยค้นหาศักยภาพแล้วพัฒนาให้สูงขึ้น
สยามทักษิณ
By
Anonymous, At
2/17/2005 08:50:00 PM
เสียดายที่นกแก้วและนกขุนทองไม่ได้เข้าเรียนด้วย ไม่อย่างนั้นคงสูสีกับปลาไหล
By
Anonymous, At
2/18/2005 05:05:00 AM
หลักการสร้างระบบการเรียนรู้ของประเทศใหญ่ๆ ที่มีประชากรมากๆมักจะเป็นแบบนี้ โดยมีกลุ่มทุน กลุ่มข้าราชการ กลุ่มการเมือง เป็นผู้กำหนดแนวทาง ถ้าโรงเรียนทุกแห่งดีเลิศ สร้างมนุษย์ออกมาให้เก่งและสามารถไปหมดทุกด้าน ประเทศเหล่านี้ก็คงจะวุ่นวายกันไปหมด
และเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และระบบการปกครองที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยขับเคลื่อนไปได้ ต้องสร้างทั้งผู้นำ และผู้ตาม ไปพร้อมๆกัน
By
kitara, At
2/27/2005 11:53:00 AM
ยุคนี้เรียนจาก internet ได้เองแล้ว
By
Anonymous, At
3/04/2005 09:21:00 PM
โดนดีชะมัดเลยครับ ... ทั้งเนื้อหาของ blog อันนี้กับนิทาน "โรงเรียนสัตว์ ของอาจารย์ ประสาท มีแต้ม" ที่คุณสยามทักษิณแปะให้อ่าน
By
Anonymous, At
3/10/2005 09:11:00 AM
HA HA!
Posted by T
By
Anonymous, At
3/12/2005 08:13:00 AM
ไม่ได้สงสัยอะไรเพียงแต่คิดว่าถ้าในบทความกล่าวมาอย่างนั้นว่านักประดิษฐ์ของโลกไม่ได้เข้ารร.เลยแต่ทําไมเก่งจังแล้วถ้าเดกมีความคิดจิงๆๆๆมีความสามารถทําไมประเทศของเราไม่สนับสนุนล่ะเหนแต่คนเข้าทํางานก้อต้องปริญญาตรีไม่ใช่หรอ?
Posted by AO
By
Anonymous, At
10/04/2005 02:37:00 PM
i really want to return my degree for my money back. My abilities are truly from my work experince not from the book at all.. totally agree with นิทาน "โรงเรียนสัตว์ ของอาจารย์ ประสาท มีแต้ม
Posted by Anonymous
By
Anonymous, At
8/05/2006 12:04:00 AM
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home