นายทุนปิด พนักงานเปิด !
ท่ามกลางกระแสข่าวการปิดโรงงานผลิตสินค้าส่งออก จะสังเกตได้ว่ามีการให้เหตุผลของการปิดโรงงานว่าเป็นปัญหาเรื่องเงินบาทแข็ง เจ้าของโรงงานส่งออกขนาดใหญ่ต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นมานั้นทําให้บริษัทฝรั่งเลิกซื้อสินค้าจากโรงงาน เพราะราคาสินค้านั้นจะแพงขึ้นเนื่องจากไม่สามารถลดค่าแรงพนักงานได้โรงงานส่งออกในประเทศไทยเหล่านี้มักจะผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าให้บริษัทข้ามชาติอย่างเช่น Nike Puma หรือ Reebok
บริษัทรองเท้าอย่างเช่น Nike นั้นขายรองเท้าให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาในราคาคู่ละ 100 เหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทย (ก่อนบาทแข็ง) ประมาณ 4000 บาทต่อคู่ พนักงานและช่างฝีมือที่ทํางานให้แก่บริษัทส่งออกเหล่านี้เป็นผู้สานเย็บรองเท้าทุกคู่ และได้ค่าตอบแทนประมาณ 10 บาทต่อคู่
การปิดโรงงานโดยให้เหตุผลว่าค่าแรงแพงหรือเงินไม่พอนั้นจึงไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง ประเด็นที่สําคัญคือปริศนาของเงินจํานวน 3990 บาทที่เหลือจากการขายรองเท้าหนึ่งคู่ เงินจํานวน 3990 บาทนั้นสูญหายไปไหน ทําไมเจ้าของโรงงานมีรถเบนซ์ขับพร้อมเงินจ้างคนรถเดือนละ 8000 บาท ในขณะที่ภรรยาพนักงานหลายคนยังต้องโหนรถเมล์ไปคลอดลูก
คําถามเช่นนี้มีความเป็นสากลอยู่พอควร เพราะการปิดโรงงานที่กําลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศอื่นๆทั่วโลกที่ดําเนินนโยบายตาม IMF และสหรัฐอเมริกา
เมื่อปี 2543 โรงงานทั่วประเทศอาเยนติน่าจําต้องปิดกิจการเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจตกตํ่า เจ้าของโรงงานต่างบอกกับพนักงานว่า “พรุ่งนี้คุณไม่ต้องมาทํางานแล้วนะ” พูดพลางก็ร้องไห้ไปพลาง พอเสร็จกิจแล้วก็เอาล็อกมาล็อกประตูโรงงานเอาไว้ไม่ให้พนักงานกลับเข้าไปใช้เครื่องมือและเครื่องจักรในโรงงานได้อีก
พนักงานจํานวนมากก็ไม่มีงานทําเป็นเวลาหลายเดือน บ้างก็ทํามาหากินด้วยการเก็บของกินจากถังขยะ บ้างก็กินยานอนหลับ (แต่ไม่ตื่น) แต่บังเอิญมีพนักงานใจนักเลงอยู่กลุ่มหนึ่ง เดินตรงเข้าไปยังโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ที่ถุกปิดร้างแช่สนิมไว้หลายเดือน พวกเขาเริ่มปลดล็อกประตูโรงงานอย่างช้าๆ(ด้วยเลื่อยไฟฟ้า) แล้วเข้าไปปัดฝุ่นแก้วกาแฟส่วนตัวที่ถูกล็อกไว้ในโรงงานเกือบค่อนปีพวกเขาเริ่มชงกาแฟกันดื่ม พร้อมจุดสตารท์เครื่องจักรในโรงงานจนร้อน ในขณะเดียวกันก็ตั้งวงคุยกันว่าวันนี้จะผลิตอะไหล่รถยนต์สักกี่ชิ้นดี โดยจะตั้งราคาเท่าไร เมื่อตกลงราคากันได้แล้ว ก็ตกลงกันว่าขายได้เท่าไรก็จะแบ่งเงินที่ได้มาเท่าๆกันทุกคน ว่าแล้วโรงงานแห่งนี้ก็เริ่มเปิดบริการทําอะไหล่รถยนต์กันอีกครั้งหนึ่ง (แม้ว่านายทุนและผู้จัดการโรงงานนั้นยังคงพักร้อนอยู่ชายหาดในต่างประเทศก็ตาม) โรงงานแห่งนี้ทํางานโดยไม่มีเจ้านาย เนื่องจากรายได้ของทุกคนเท่ากันและพนักงานทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงจากการผลิต พนักงานก็จะคอยตักเตือนกันเองอยู่เสมอ
ปรากฎว่ายอดขายในเดือนแรกนั้นสูงมากพอที่จะเลี้ยงชีพพนักงานทั้งหมดในโรงงานได้ คิดเป็นค่าแรงต่อคนสูงกว่าที่เคยได้เสียอีก เนื่องจากกําไรที่ได้นั้นกลับเข้าสู่พนักงานทั้งหมด แทนที่จะผลิตเพื่อ “ส่งออก” โรงงานแห่งนี้ก็หันไปผลิตไว้ขายคนในระแวกนั้นแทน เป็นการลดต้นทุนการขนส่งและตัด “ค่าแรง” ของนายทุนและผู้บริหารออกไปหลังจากนั้นไม่นานพนักงานโรงงานอีก 200 โรงงานก็เข้าไปปลดล็อกประตูโรงงานของตนเช่นกัน แล้วเริ่มทํางานกันอย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานท่อผ้า โรงงานผลิตรองเท้า โรงงานดินเผา โรงงานทําอิฐ รวมไปถึงโรงพยาบาลและคลีนิคต่างๆก็ทําแบบเดียวกันจนเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ
แน่นอนการเข้าไปปลดล็อกโรงงานโดยพนักงานนั้นย่อมเป็นการกระทําอันเป็นปรปักษ์ต่อนายทุนและผู้บริหารอย่างชัดเจน แต่พนักงานก็มีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายคืนจากนายจ้างได้ในรูปแบบของ “ทุน” ที่แอบแฝงอยู่ในเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆในโรงงาน
สิทธิที่จะใช้เครื่องจักร (ทุน) ในโรงงานจึงไม่ต่างสิทธิที่จะได้รับเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง โชคดีที่รัฐบาลประเทศอาเยนติน่าสนับสนุนการกระทําของพนักงานอย่างเต็มที่ รัฐบาลจะไม่สนับสนุนก็คงไม่ได้เพราะมันเป็นการกระทําที่ประชาชนทุกคนจับต้องได้และมีผลต่อชีวิตของเขาจริงๆ ความต้องการของประชาชนที่จะมีโรงงานในลักษณะนี้จึงเป็นหลักประกันที่สําคัญในของต่อรองกับอํานาจทุน (และรัฐ)
การเคลื่อนไหวในภาคประชาชนจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะมี “จุดขาย” ที่จับต้องได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ “ประชาธิปไตย” ลอยๆบนแผ่นกระดาษ ประชาชนจะต้องรู้สึกว่าถ้าเขาลุกขึ้นสู้แล้วชีวิตเขาจะดีขึ้นจริง นี่แหละคือความเป็นนักเลงของคนไทย ที่ “นักประชาธิปไตย” ยังไม่เข้าใจ








1 Comments:
[b]แสดงว่า domestic demand ก็ยังมีอยู่[/b]
สหยูเนี่ยนฯ คึกคักชาวบ้านแห่ซื้อรองเท้าโละสต๊อกแน่น
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 สิงหาคม 2550 21:58 น.
ศูนย์ข่าวศรีราชา - สหยูเนี่ยนฯ คึกคัก ชาวบ้านแห่ซื้อรองเท้าโละสต๊อกแน่นโชว์รูม โดยบริษัทต้องขยายจุดขายเพิ่ม อีก 4 จุด
วันนี้ (5 ส.ค.) เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บริเวณหน้าโรงงานกลุ่มเครือสหยูเนี่ยน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา คึกคักมาก หลังมีกระแสข่าวปิดตัวโรงงานผลิตรองเท้ายี่ห้อดัง และนำสินค้าค้างสต๊อกออกมาวางจำหน่ายที่บริเวณภายในห้องโชว์สินค้าหน้าโรงงาน ทำให้มีผู้คนจำนวนมากต่างสนใจเดินทางมาเลือกซื้อรองเท้าราคาถูกที่มีการนำมาวางจำหน่ายลดกระหน่ำมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ โดยที่มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 150 บาท จากราคาป้าย 1,650 บาท ในสินค้าที่ตกรุ่นแล้ว ส่วนสินค้าที่ยังมีวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าจะลดราคามาอยู่ที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
หลังมีประชาชนทราบข่าวการนำสินค้าโละสต๊อกมาวางจำหน่ายหน้าโรงงานดังกล่าว ทำให้มีประชาชนที่ชื่นชอบของดีราคาถูกเดินทางมาเลือกซื้อกันอย่างเนืองแน่นเต็มหน้าโรงงาน ซึ่งบรรยากาศตลอดทั้งวัน และหลายวันที่ผ่านมาได้มีรถยนต์ของลูกค้ามาจอดเรียงรายเต็มบริเวณปากประตูทางเข้าโรงงานจำนวนมาก
นอกจากนี้ ภายในห้องแอร์ปรับอากาศโชว์สินค้าเล็กๆ ต่างก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเลือกซื้อสินค้าจนแน่นห้องโชว์สินค้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องนำชั้นวางโชว์รองเท้าที่มีอยู่เดิมออกจากบริเวณจุดโชว์สินค้า เพื่อนำรองเท้ารูปแบบต่างๆ ใส่ลังมาวางให้ลูกค้าเลือกซื้อแทน คล้ายกับสินค้าเลหลังในตลาดนัดข้างถนน ความแออัดที่เกิดขึ้นทำให้พนักงานขายต้องเปิดประตูทางเข้าห้องแสดงสินค้าไว้ตลอดเวลาเพราะมีผู้คนเข้าออกโดยตลอด
จากสอบถามพนักงานขายทราบว่า ขณะนี้บริษัทได้เปิดขยายจุดจำหน่ายสินค้าโละสต๊อก จากที่บริเวณหน้าโรงงานเครือสหยูเนี่ยน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ออกไปยังสาขาต่างๆ บริเวณหน้าโรงงานในเครือ รวม 4 จุดแล้ว คือ ที่หน้าโรงงานเครือสหยูเนี่ยน สาขาบางปู จ.สมุทรปราการ สาขาบางชัน และสาขาลาดพร้าว กรุงเทพฯ เพื่อกระจายความแออัดหนาแน่นของลูกค้าออกไป
สำหรับสินค้าที่นำมาวางจำหน่าย เป็นรองเท้ากีฬาภายใต้แบนเนมของบริษัท ยี่ห้อดีแมค และ ฮอนด้าบางส่วน โดยมีรูปทรงและแบบต่างๆ มากมาย ซึ่งจะเปิดจำหน่ายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-17.30 น. ไม่มีวันหยุดจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้
By
Anonymous, At
8/06/2007 02:42:00 AM
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home