เปลี่ยนฉันทนาให้เป็นชาวนา
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง> ฝรั่งว่า: ชายไทยอ่อนแอ ไม่กล้าเถียง และขี้อิจฉา
> ฆ่าไทยขายฝรั่ง
> หนุ่มไทยเดือด จีไอ "กิ๊ก" แฟน
> เปิดโปง: รัฐก่อการร้ายเพื่อดอลล่าร์

เมื่อคนงานหลักแสนตกงานเพราะบาทแข็ง ทางรัฐจะหาโอกาสเพื่อรองรับพี่น้องชาวไทย ที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้หรือ? Made in ไทยแลนด์ ไม่เร็วก็ช้าก็ต้องมาถึงวันนี้ วันที่เรารู้ตัวว่าเราไม่สามารถแข่งกับจีน หรืออินเดียได้อีกแล้ว ในการเป็นโรงงานถูกๆ ให้ผู้บริโภคชาวตะวันตกผลาญทรัพยากรโลกเล่น
จะว่าไปแล้วก็เป็น shock therapy ที่ดี ที่ทำให้ไทยเร่งหาหนทางเลือกอื่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีคน 70% ของประเทศเป็นผู้ที่หาเช้ากินค่ำ แม้ว่าในช่วงปรับเปลี่ยนนั้นอาจจะมีอาชญากรรมมากขึ้นก็ตาม
ปัญหาที่ด่วนที่สุดของคนตกงานเหล่านี้ คือเรื่องของปากท้อง เพราะรายได้ที่ขาดไปหนึ่งวัน หมายความถึงการขาดอาหารในวันถัดไป ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด คือการจัดระบบให้คนตกงานเหล่านี้ได้ผลิตอาหารเอง
ไหนๆ รัฐบาลนี้ก็เป็นเผด็จการ ทำไมไม่ใช้อำนาจเผด็จการอย่างสร้างสรรค์ ดังนี้1. ทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพื้นที่ว่างเปล่าเป็นแปลงเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่มากมายที่ถูกทิ้งร้าง เพราะรอเก็งกำไรหรือเพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี
2. รัฐบาลเผด็จการ สามารถอ้างสิทธิ์ในการขอเช่าในราคาถูกจากเจ้าของที่ดินเหล่านี้
3. แล้วเปลี่ยนที่ดินเหล่านี้ให้เป็น เครือข่ายของสวนขนาดเล็ก (a network of mini-gardens) ใช้เป็นที่ปลูกพืชผักอินทรีย์
4. เปลี่ยนฉันทนา กลับเป็นชาวนาอีกครั้ง โดยแบ่งให้ไปดูแลสวนตามขนาด ถ้าสวนใหญ่ก็มีหลายคน ถ้าสวนเล็กก็เฝ้าคนเดียวได้ ตัวอย่างของพืชโตเร็วที่ใช้บริโภคได้ภายในสองสามเดือน มะละกอ มะเขือเทศ ถั่ว (เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนผสมของส้มตำ อาหารโปรดของคนไทย)5. รัฐสามารถลงทุนสร้าง ครัวประชาชน ตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพ โดยผลผลิตจากเครือข่ายสวนในบริเวณใกล้เคียง จะป้อนเข้าสู่ครัวประชาชนโดยตรง และชาวสวน ก็จะไปรับประทานอาหารที่นั่นโดยตรง
6. หากมีผลผลิตเหลือ ก็ตีตลาดชีวจิตได้ในราคา premium แล้วนำกำไรกลับมาลงทุนในเรื่องของการจัดการเครือข่ายสวนขนาดเล็ก
7. ในระยะเริ่มต้น รัฐอาจจะต้องใช้เงินภาษีสนับสนุนการจัดตั้งระบบและครัวก่อน และอาจจะออกเป็น micro-loans ให้ผู้ตกงานได้เช่าที่ดินในราคาถูก หากผลผลิตได้มากจนมีส่วนเกินที่นำไปขายได้กำไร ก็นำกำไรนั้นกลับมาชดเชยเงินลงภาษีที่เสียไป
8. ครัวประชาชน เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวสวนชาวนา จะได้พบปะชุมนุม อาจมีการบริหารในรูปแบบสหกรณ์ โดยชาวสวนซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคมีการจัดการกันเองว่าจะผลิตอะไรบริโภคอะไร และถ้ามีผลผลิตเหลือจะเจาะตลาดที่ไหน อย่างไร
ผลประโยชน์ที่ได้รับโดยตรง 1. การทำสวนใช้แรงงานมาก เพราะต้องขุด ไถ กลบ เก็บเกี่ยว จึงน่าจะรองรับปริมาณคนตกงานได้ดี
2. เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับทั้งผู้ตกงาน และเจ้าของที่ดินที่ทิ้งร้าง
3. เพิ่มสารอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้มีรายได้น้อย
4. ทำให้ผู้ตกงานรู้สึกมีเกียรติที่สามารถลงแรงแก้ปัญหาด้วยตนเอง
ผลพลอยได้จากการสร้างสวนเกษตรในเมือง
1. เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มออกซิเจนให้กับเมือง
2. เป็นที่ดักน้ำฝน ชลอการเกิดน้ำท่วม
3. ลดปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากการว่างงาน
4. เป็นโอกาสในการ ลดปริมาณขยะเปียกที่เกิดในเมือง เอามาทำปุ๋ยหมัก (เช่น เศษผัก เศษอาหารเหลือจากภัตตาคาร)
อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้อึดอัดไม่อยากให้เกิดการใช้อำนาจโดยเผด็จการ ก็คือ เจ้าของที่ดินสามารถ volunteer เข้าร่วมโปรแกรมแบบนี้ด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของที่ดิน และผู้ตกงาน แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าของที่ดิน จะต้องให้เช่าในราคาถูก ผู้ว่างงานจึงสามารถเช่าได้ สำหรับในกรุงเทพฯ หากขายไอเดียนี้ดีๆ เชื่อว่าเจ้าของที่ดินจำนวนมากจะให้ความร่วมมือ เพราะประโยชน์ที่ได้รับโดยตรงคือรายได้จากการให้เช่าที่โดยไม่ต้องลงทุนกับสิ่งปลูกสร้าง และอาชญากรรมที่ลดลงในกรุงเทพฯ
ความคิดดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การแก้ปัญหาคนตกงานในเมืองคาราคัส ประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งมีผู้ว่างงานมากมายส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในสลัม (barrios) รัฐบาลจึงได้จัดเป็นเครือข่ายของพื้นที่ขนาด 1เมตร x1เมตร(ต่อคน)ในเมือง ให้คนเหล่านี้ปลูกผัก ปลูกพืชโตเร็วที่พอสุกได้ที่ปั๊ปก็เก็บเกี่ยวส่งเข้าครัวประชาชนทันที แล้วหยอดเมล็ดปลูกต่อได้เลย จากประสบการณ์ที่เวเนซุเอลาพบว่าในแต่ละตารางเมตรนั้น สามารถปลูกมะเขือเทศได้ 18 กิโลกรัม ผักสลัดได้ 330 หัว หรือ กะหล่ำปลีได้ 16 กิโลกรัม ต่อปีรัฐบาลเวเนซุเอลา ตั้งเป้าที่จะจัดให้มีเครือข่ายของสวนขนาดเล็กนี้ทั้งหมด 100,000 แปลงในเมืองใหญ่ จากที่ปัจจุบันมีอยู่ 4,000 แปลง
สมมติฐานที่ยังต้องพิสูจน์
1. เงินลงทุนที่ใช้ในการจัดตั้งระบบเครือข่ายสวนขนาดเล็ก น่าจะน้อยกว่าเงินภาษีที่รัฐจะใช้อุ้มคนตกงาน
2. เจ้าของที่ดินที่ทิ้งร้าง น่าจะเห็นข้อดีของโครงการดังกล่าวมากกว่าข้อเสีย
3. มลพิษในกรุงเทพฯ จะไม่ถูกซึมซับเข้าไปในผัก และจะไม่ยับยั้งการเจริญเติบโตของผัก
4. ปริมาณที่ดินที่ใช้ทำเครือข่ายของสวน มีพอที่จะให้ผลผลิตคุ้มกับการลงทุนจัดตั้งระบบ
ที่มา: ข้าพเจ้าเอง








2 Comments:
อยู่ที่เจ้าของที่ล่ะครับจะยอมรึเปล่า เพราะไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็เห็นเสร็จพ่อค้าทุกราย
อีกอย่าง ฉันทนาในวันนี้ยังอยากกลับไปเป็นชาวไร่ชาวนาอยู่หรือเปล่า?
แต่ชอบมากครับ ความคิดนี้ อยากให้เป็นจริง
By
Anonymous, At
7/28/2007 05:52:00 PM
ไม่มีอาชีพไหน จะมั่นคงเท่าอาชีพที่ทำกับผืนดินอีกแล้ว แม้ซักวันแผ่นดินนั่นจะยุบ หล่ม ลื่น ไถล หรือจมหายไปใต้น้ำ
จริง ๆ นะ....
- - - - -
แวะมาสวัสดีครับ
By
Anonymous, At
7/28/2007 09:00:00 PM
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home