ทอดน่องท่องเที่ยว "ธรรมศาสตร์"

“บนเนื้อที่ 49 ไร่ ตลอดระยะเวลาผ่านมาในประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือเนื้อเรื่องเดียวกันกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนและประชาธิปไตยไทย”
ในแต่ละวัน เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่น้อยจำนวนเป็นร้อยลำ แล่นอยู่จ้าละหวั่นสวนกันไปมากับเรือข้ามฟากในแม่น้ำเจ้าพระยา เรือเหล่านี้ต่างบรรจุบรรทุกบรรดานักท่องเที่ยวนานาชาติ ในแต่ละลำมีมัคคุเทศก์นำชมพร้อมบรรยายเรื่องราวของสถานที่ต่างๆ สองฟากฝั่ง แว่วดังฟังพอได้ยิน เดาทำนองเอาเองว่า เป็นสำเนียงภาษาจีนบ้าง ภาษาญี่ปุ่นบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ตามแต่ลูกค้าจะยินดีจ้างเช่าเหมาลำกันมา
ภาพบรรยากาศเหล่านี้ย่อมปรากฏอยู่เป็นปกติวิสัยต่อสายตาของท่าน หากมีอิริยาบถอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ย่านชุมชนท่าพระจันทร์-ท่าพระอาทิตย์
ที่เริ่มต้นด้วยบรรยากาศยุคการท่องเที่ยวนิยมนี้ เนื่องจากปรารภเหตุ 2 ประการ ดังนี้
ประการแรก มหาวิทยาลัยที่กล่าวถึงนี้ สถาปนาขึ้นเมื่อวันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2477 ในชื่อ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (University of Moral and Political Sciences)” ตามนโยบายหลัก 6 ประการ ของการปฏิวัติโดย “คณะราษฎร อ่านว่า คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน” ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยแห่งนี้แต่เดิมดำเนินการในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เปิดการเรียนการสอนในระบบตลาดวิชา ต่อมาได้นำค่าลงทะเบียนของนักศึกษาจำนวน 3 แสนบาท มาซื้อที่ดิน 18 ไร่ 2 งาน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงทหารกองพันทหารราบที่ 4 และได้ที่ดินเก่าซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานชั้นในของวังหน้าเพิ่มขึ้นอีกในปี พ.ศ.2479 รวมเนื้อที่แล้วประมาณ 49 ไร่
ท ี่กล่าวถึงขนาดของเนื้อที่มหาวิทยาลัยก็เพราะ อยากจะขอรับอาสาเยียวยาโรคโมหะจริตของท่านผู้บริหารจัดการฯ บางท่าน ผู้ยังมีทิฏฐิมานะว่า เนื้อที่อันคับแคบของท่าพระจันทร์เป็นอุปสรรคต่อความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัย จึงพยายามย้ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งหมดออกไปยังเนื้อที่ขนาดใหญ่ถึง 2,744 ไร่ เขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื้อที่ 49 ไร่ นี้เอง เป็นสถานที่บ่มเพาะก่อกำเนิดความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ประชาชนและประชาธิ ปไตยไทย นับตั้งแต่ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การฯ แรกเริ่มเปิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองนั้น มีผู้สมัครเข้าศึกษาจำนวนมากมายมหาศาลถึง 7,094 ค น จากหลากหลายชนชั้น หลากหลายสาขาวิชาชีพ แสดงให้เห็นถึงความต้องการศึกษาต่อในระดับสูง ที่กล่าวว่าเป็นจำนวนมากมายมหาศาลนั้น เนื่องจากในเวลานั้น หากเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของกรุงเทพมหานครประมาณ 12 ล้านคนแล้ว มีนักเรียนระดับประถมศึกษากับมัธยมศึกษาจำนวนเพียง 794,602 คน คิดเป็นอัตราต่ำกว่าร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ผู้อยู่ในระดับชั้นเตรียมอุดมศึกษาหรือ ม.7-8 เดิม มีเพียง 2,206 คน ในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งเดียวมีผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาในช่วง พ.ศ.2475 เพียง 68 คน ดังนั้น พื้นที่ 49 ไร่ จึงเป็นเสมือนอาณาบริเวณของการบำบัดความกระหายในวิชาการศึกษาระดับสูงของสังคมประชาราษฎรไทย
อีก 18 ปี ต่อมา “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ได้ถูกตัดทอนชื่อออกเหลือเพียงชื่อ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University)” ตามพระราชบัญญัติฉบับลงวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2495 โดยมีตำแหน่งอธิการบดีแทนตำแหน่งผู้ประศาสน์การฯ ซึ่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2495 ม หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ถึงขนาดถูกโอนจากกระทรวงศึกษาธิการไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ.2502
ในวันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ.2503 จ อมพล ถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ปีนี้เองสภามหาวิทยาลัยได้มีมติให้ยกเลิกระบบตลาดวิชา ทำให้ธรรมศาสตร์กลายเป็นมหาวิทยาลัยปิด ระหว่างช่วงเวลาที่เป็น “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” นี้เอง ทำให้ถูกเรียกว่าเป็น “ยุคสายลมแสงแดด” แต่ต่อมาอีกไม่นาน ในวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2511 บทกวีชิ้นสำคัญที่ว่า “...ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย…” ก็ถูกตีพิมพ์ในวันครบรอบการสถาปนามหาวิทยาลัย อันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “ยุคแสวงหา” และนำมาซึ่งการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการคณาธิปไตย ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “14 ตุลา 16” และในอีก 3 ปีต่อมาก็เกิดการปราบปรามนักศึกษาด้วยการใช้ความรุนแรงโหดร้ายทารุณของรัฐบาลในเหตุการณ์ “6 ตุลา 19” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดบทบาททางการเมืองของนักศึกษาธรรมศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยธรรมธรรมศาสตร์ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ “พฤษภา 35” รวมทั้งเหตุการณ์ทางสังคมการเมืองอื่นๆ จนถึงยุค “ทักษิณาธิปไตย” ในปัจจุบัน
หากกล่าวอย่าง “พิสดาร” แล้ว ย่อมไม่มีข้อโต้แย้งได้เลยว่า “บนเนื้อที่ 49 ไร่ ตลอดระยะเวลาผ่านมาในประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือเนื้อเรื่องเดียวกันกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนและประชาธิปไตยไทย”
ประการที่สอง ในปี พ.ศ.2549 นี้ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” สำนักท่าพระจันทร์ จะมีอายุครบ 6 รอบ/72 ปี และวาระครบรอบ 54 ปี ของชื่อ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” และการครบรอบ 20 ปี ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ.2529
และในวันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2549 ที่จะถึงนี้ มีงานฉลองพิธีเปิด “ประติมานุสรณ์ยุคสายลมแสงแดดและยุคแสวงหา” งานประติมากรรม 2 ชิ้น ใน จำนวนทั้งสิ้น 12 ชิ้น ตาม “โครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นความพยายามของ “คณะกรรมการประสานงาน 20 ปี 6 ตุลา ร่วมกับฝ่ายบริหารฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อบันทึกเรื่องราวของธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับการต่อสู้ และสร้างสรรค์สังคม ในด้านการเมืองการปกครองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อเป็นบทเรียนทางด้านประวัติศาสตร์ ที่ควรเรียนรู้และจดจำสำหรับชนรุ่นหลัง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอนุมัติให้จัดสร้างสวนประติมากรรมกำแพงประวัติศาสตร์ขึ้น ณ บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ หลัก 2 ป ระการ คือ ประการแรก เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในรูปของสวนประติมากรรมกลางแจ้ง โดยการจัดสร้างกำแพงประวัติศาสตร์ บอกเล่าเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์ที่สำคัญ 12 เหตุการณ์ ด้วยประติมากรรมจำนวน 12 ชิ้น ประการที่สอง เพื่อเป็นอนุสติและความทรงจำที่ไม่ควรลืมเลือนสำหรับคนรุ่นต่อๆไป ถึงความกล้าหาญทางจริยธรรม สำหรับผู้ร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในแต่ละยุคสมัย” โดยโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ฯ นี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 จวบจนปัจจุบันก็อยู่ในระหว่างการดำเนินงานยังไม่แล้วเสร็จ
โดยสรุป เมื่อพิจารณาเหตุปรารภ 2 ประการข้างต้นแล้ว จะพบสิ่งที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางบรรยากาศงานเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษเช่นนี้ นั่นคือ ในแง่หนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์การเมืองไทยแห่งสำคัญ คอยบอกเล่าเรื่องราวของวีระประชาชนคนกล้าในหน้าประวัติศาสตร์ ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้เล่าเรียนศึกษา
แต่ในอีกแง่หนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก็กลายเป็นเพียง “สุสาน/หลุมศพ” ฝังกลบซากประวัติศาสตร์และความทรงจำอันเลือนลาง ที่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง ก็เปลี่ยนแปลงสถานภาพ กลายเป็นเพียงบรรดานักท่องเที่ยวที่ถูกบรรทุกบรรจุอยู่ในรายการ “TU Walking Tour: ธรรมศาสตร์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ซึ่งมีผู้คนบางกลุ่มจัดขึ้นปีละครั้งสองครั้ง เยาวชนคนหนุ่มคนสาวชาวธรรมศาสตร์จึงตกอยู่ในฐานะ “ชาวต่างบ้านต่างเมือง” ที่แวะเวียนกันมาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าภาคภูมิใจริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
เขาและเธอจะมีบทบาทเป็นเพียงแค่ “ผู้ชมและผู้ฟัง” การแสดง/การบรรยาย เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความทรงจำของอดีตอันไกลโพ้นสุดพรรณนา จับต้องไม่ได้ ไร้การมีส่วนร่วม แต่ก็ยังเกิดความหลงใหลได้ปลื้มชื่นชมเรื่องราวของ “คนอื่น/คนเก่า/คนแก่” อีกทั้ง ยังยอมจำนนโดยดุษณีต่อความ “แปลกแยก” ด้วยการมองดูอยู่ห่างๆ อย่าง “คนข้างนอก” ด้วยสาเหตุที่ว่า บรรดานักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เสียเงินเรียนในภาคปกติราคาแพงไม่มาก จะต้องถูกคำสั่งให้ย้ายไปเรียนรวมกองกันอยู่ที่ศูนย์รังสิตตลอด 4 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นไป.
- โดย อ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ
ในโอกาสครบ 6 รอบ/72 ปี ธรรมศาสตร์
โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์








5 Comments:
อ่านแล้วซึ้ง และน่าเสียดาย ที่นักศึกษาธรรมศาสตร์สมัยนี้วิวัฒนาการ ไปเสียแล้ว แต่ไม่เป็นไร แม้นักศึกษาจะไม่นำมวลชน เรามีนักธุรกิจนำมวลชนแทน
Posted by Jan
By
Anonymous, At
6/20/2006 05:11:00 PM
รักธรรมศาสตร์มากค่ะ
ขอบคุณสำหรับบทความ
Posted by รุ่นมธ. 60 ปี
By
Anonymous, At
7/16/2006 04:20:00 AM
ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษาธรรมศาตร์คนหนึ่งที่เชื่อมั่นในหลักการของประชาธิปไตย
ไม่เคยอยากที่จะนิ่งดูดายต่อเหตุบ้านการเมืองหรอกค่ะ
นับจากวันที่ 14 ตุลา 16 นศ.หลายคนสละชีวิตแลกกับประชาธิปไตย
แล้วผลตอบแทนมันคืออะไรล่ะคะ มันคือเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไงคะ
นศ.กลายเป็นพวกหัวเอียงซ้าย ในที่สุดก็ถูกฆ่าและทำทารุณกรรม
อีกทั้งในวันนี้ ประชาชนก็เห็นดีด้วยกับลัทธิทหารนิยมเหมือนเดิม
ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน
แต่จะให้ฉันทำอย่างไรในเมื่อประชาชนไม่ต้องการฉัน
Posted by รบเถิดอรชุน
By
Anonymous, At
9/21/2006 06:36:00 PM
ดีนะคะ
By
Anonymous, At
9/21/2006 06:38:00 PM
"ประชาธิปไตย" ไม่สําคัญเท่าความยุติธรรม
Posted by ด
By
Anonymous, At
9/22/2006 03:48:00 AM
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home