ถ้า Google ไม่ฟรีอีกต่อไป ?

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> "Hood" อินเตอร์เนต
> จรรยาบรรณ " แฮกเกอร์ "
> องค์บาก HOT จน Yahoo!ช็อค
> ซ้อมรบครั้งใหญ่ ด้วย computer
“What [Google, Vonage, and others] would like to do is to use my pipes free. But I ain’t going to let them do that.”

“สิ่งที่บริษัทอย่างกู๊กเกิ้ล วอนเนจ นั้นอยากทำคือใช้ท่อส่งสัญญาณของผมฟรี ผมไม่ยอมให้พวกเขาทำอย่างนั้นหรอก”

เป็นคำกล่าวของซีอีโอบริษัท AT&T ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแผนการตั้งด่านเก็บเงินทางอินเตอร์เนต ที่จะทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สามารถเข้า google หรือเวปอื่นๆได้ฟรีอีกต่อไป

ต้องขอบคุณโครงสร้างอินเตอร์เนตที่ยังเปิดอยู่ในตอนนี้ ทำให้พวกเราใช้บริการต่างๆ อย่าง อีเมล์ file sharing และ VoIP ได้สะดวกและที่สำคัญคือฟรี ซึ่งฝ่ายพ่อค้า ก็กำลังพยายามทำทุกอย่างให้กิจกรรมทางอินเตอร์เนตเหล่านี้เกิดเป็นผลกำไรของพวกเขาให้ได้ พวกเขาอยากให้อินเตอร์เนตที่เปิดกว้างอยู่ในตอนนี้ เป็นเหมือนถนนที่มีด่านเก็บเงิน ทางด่วน และโทลเวย์ คือให้บริษัทที่เป็นเจ้าของเครือข่าย (ซึ่งโดยมากเป็นบริษัทโทรศัพท์) นั้นสามารถเก็บเงินค่าผ่านทางได้ ทำให้บริการต่างๆที่เคยฟรีทางอินเตอร์เนต อย่างโทรศัพท์ การรับชมภาพ เสียง วีดีโอ และการดาวโหลดไฟล์ เป็นสิ่งที่ต้องจ่ายเงินก่อนทำ ซึ่งหากพวกเขาได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐ ในที่สุดก็อาจจะปิดกั้นไม่ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการเวปไซต์อย่าง Google, Amazon, หรือ yahoo ได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Google ไม่จ่ายเงินเจ้าของเครือข่ายเยอะๆ เราในฐานะผู้บริโภคก็อาจพบว่า Google นั้นเข้ายาก(ช้า) กว่าเวปอื่นที่จ่ายเงินให้กับบริษัทเจ้าของเครือข่าย

การตั้งด่านทางอินเตอร์เนต นับเป็นประเด็นประวัติศาสตร์ที่จะได้รับการพิจารณาโดยหน่วยงานกำกับกิจการสื่อสารโทรคมนาคมของสหรัฐในปี 2006 นี้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าบริษัทโทรศัพท์ผู้เป็นเจ้าของเครือข่ายนั้น จะมีเส้นสายในรัฐบาลสหรัฐมากพอสมควร และอยากที่จะหาช่องทางเซ็งลี้จากผู้บริโภคมากขึ้นผ่านการตั้งด่านเก็บเงินอย่างที่ซีอีโอของเอทีแอนด์ทีวาดฝันไว้

ทั้งนี้เชื่อกันว่า 60% ของผู้ใช้อินเตอร์เนตบรอดแบนด์ในทวีปอเมริกาเหนือนนั้น ใช้บรอดแบนด์เพื่อดาวโหลดเพลงและหนัง ส่วนในประเทศเกาหลีมีสถิติที่ว่า 5% ของผู้ใช้อินเตอร์เนตนั้นใช้สัญญาณอินเตอร์เนตถึง 50% จึงได้มีการเสนอว่าถ้าใครใช้อินเตอร์เนตมาก ก็ให้เก็บเงินมาก ซึ่งชาวเกาหลีเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ข้อเสนอนี้ จึงตกไป

การตั้งด่านเก็บเงินทางอินเตอร์เนต ถือเป็นการปิดกั้นการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลข่าวสารและแน่นอนจะทำให้เกิดระบบชนชั้นของผู้ใช้อินเตอร์เนตขึ้น โดยใครมีสตางค์จ่ายมากก็จะเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าและเร็วกว่า ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม (อีกเช่นเคย)

ฉันคิดว่าด่านเก็บเงินทางอินเตอร์เนต นั้น ต่างกับด่านเก็บเงินบนท้องถนนตรงที่ว่า การใช้อินเตอร์เนตทำให้เกิดผลข้างเคียงที่กระทบผู้อื่นในแง่ลบ(negative externalities) น้อยมาก อย่างการใช้เพื่อเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร บันเทิง นั้นไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มีแต่ให้ประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม แต่การใช้ถนนนั้น แม้จะทำให้เกิดความคล่องตัวของการเดินทาง แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ไม่มีใครรับผิดชอบเยอะมากเช่น ควันพิษ รถติด มีพื้นที่น้อยลงสำหรับการเดิน ขี่จักรยาน หรือขายของ จึงกล่าวได้ว่า การใช้อินเตอร์เนต มีผลเสียน้อยกว่าการใช้ถนน ดังนั้นการตั้งด่านเก็บเงินทางอินเตอร์เนตจึงถือเป็นการกัดกร่อนประโยชน์ของส่วนรวม ในขณะที่การตั้งด่านเก็บเงินบนท้องถนนนั้น บางครั้งสามารถนำไปใช้ชดเชยสิ่งที่เสียไปได้ เช่นนำไปใช้จ่ายสำหรับการขนส่งมวลชนเพื่อลดความติดขัดของการจราจรและมลพิษเป็นต้น

ท่านที่ได้ฟังเมืองไทยรายสัปดาห์ของ สนธิ-สโรชา ครั้งที่ 12 ได้มีการเสนอแนวคิดใหม่ีให้เก็บเงินค่าใช้ถนน เนื่องจากจำนวนผู้ที่ใช้รถแม้จะเป็นชนกลุ่มน้อย(15%) แต่ก็กินพื้นที่ผิวสำหรับการจราจรไปถึง 85% จึงไม่น่าแปลกใจว่าชีวิตในท้องถนนของกรุงเทพฯ เป็นชีวิตที่น่ารันทดอย่างยิ่งเนื่องจากเราให้ผู้ใช้รถเป็นชนชั้นหนึ่ง ส่วนคนเดินเท้าเป็นชนชั้นล่าง ซึ่งต้องเสี่ยงกับภัยจากการถูกรถเฉี่ยว ชน และำัภัยจากมลพิษ การตั้งด่านเก็บเงินทางท้องถนนเพื่อนนำเงินไปสร้างขนส่งมวลชนนั้นจึงถือเป็นเรื่องที่เป็นธรรม

แต่การตั้งด่านเก็บเงินทางอินเตอร์เนตนั้น ไม่เป็นธรรม เพราะถือเป็นการบ่อนทำลายการเปิดกว้างของข้อมูลข่าวสารและบันเทิง เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและซีอีโอของบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่คุมเครือข่ายอินเตอร์เนต

6 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home