เมื่อทหาร จับมือประชาชน สู้นายทุน !

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> ตายเป็นตายรัฐบาลจะไม่ยอมถอย
> จิตสํานึกร่วมที่เปลี่ยนไป
> มีมของไทย
> มนุษย์ทุนนิยม
> นโยบายเปิด "เสรี"
ไม่ว่าจะเกิดปฏิวัติที่ใดในโลก กองกำลังทหาร มักจะเข้ามามีบทบาทที่รุนแรง ไม่ว่าจะในรูปแบบการเข้ายึดอำนาจรัฐ (เช่นกรณี พฤษภาทมิฬ) หรือการช่วยปกป้องอำนาจเผด็จการของรัฐ (เช่น กรณี 14และ 6 ตุลา)
ภาพลักษณ์ของทหารที่ออกมาในสายตาประชาชน คือการใช้ปืนและ รถถัง ไล่บดขยี้ประชาชนตัวเล็กตัวน้อยอย่างไม่มีความปราณี และไม่คำนึงถึงกระแสความต้องการของประชาชนโดยมาก ทั้งนี้และทั้งนั้น เราจะต้องเข้าใจวัฒนธรรมของทหาร ที่รับฟังคำสั่งจากผู้บัญชาการสูงสุดโดยไม่เคยคิดจะโต้แย้ง

แต่มีข้อยกเว้นอยู่กรณีหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2535 ทหารเวเนซุเอลา จับอาวุธ มิใช่เพื่อไล่เข่นฆ่าประชาชน หากแต่เป็นการร่วมมือกับประชาชน เพื่อไล่ทรราชย์นายทุนออกจากประเทศ !


รัฐบาลของเวเนซุเอลาในตอนนั้น แม้จะเป็นรัฐบาลที่ถูกเลือกตั้งแบบถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตยมากว่าสี่สิบปีนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2501 แต่ก็เป็นเพียงประชาธิปไตยในทฤษฎีเท่านั้น พรรคการเมืองสองพรรคที่สลับกันมีอำนาจอย่าง “ชอบธรรม” ล้วนแล้วแต่นำพวกพ้องเข้ามาสูบเลือดประชาชน และนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ได้ดำเนินนโยบายเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า น้ำประปา น้ามัน และโทรคมนาคมตามรูปแบบของ IMF เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนไม่กี่กลุ่ม ในขณะที่ประชาชนต่างก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง และเงินเฟ้อ จนแม้แต่ชนชั้นกลาง ก็ยังรู้สึกว่าเงินในกำมือของตนมีค่าน้อยลงเรื่อยๆ ในที่สุดกว่า 80% ของประชากรเวเนซุเอลากลายเป็นคนยากจน สถานการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นแม้ว่าเวเนซุเอลาจะมีน้ำมันมากเป็นอันดับ 1 ของทวีปอเมริกาก็ตาม

ความเดือดร้อนทางสังคม ไม่ได้จำกัดอยู่ในแวดวงประชาชนเท่านั้น ภายในวงการทหารเอง ก็เกิดอาการระส่ำระสายกับสภาวะวิกฤตของประเทศ

นายทหารชั้นล่างเกือบทั้งหมดเริ่มระลึกถึง “หน้าที่” ที่แท้จริงของการเป็นทหาร พวกเขาขยะแขยงกับการเถลิงอำนาจของนายพลชั้นสูงบางคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกับประธานาธิบดีคาลอส อันเดรส เปเรส ผ่านค่าคอมมิสชั่นซื้ออาวุธและเครื่องบินรบ

ได้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในวงการทหารถึงสถานการณ์อันย่ำแย่ของประเทศ จนเกิดฉันทามติในวงการทหารว่า อำนาจอธรรมที่สุดในขณะนี้ หาใช่อำนาจใดอื่นนอกจากอำนาจเผด็จการนายทุน ซึ่งแฝงตัวเข้ามาผ่าน รัฐธรรมนูญที่ล้มเหลว

จึงมีข้อสรุปกันว่าถึงเวลาแล้วที่ทหารจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม
ในปี 2543 ทหารสองกลุ่มพยายามเข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดีเปเรสถึงสองครั้ง

๑ ครั้งที่หนึ่ง นำโดยพันอากาศเอกฮูโก ชาเวส และกลุ่มทหารหนุ่มเลือดนักเลงของเขา
นายฮูโกและพรรคพวกได้นำกำลังทหารหลายพันคนเข้ายึดสนามบิน ในขณะที่ประธานาธิดีเปเรสกำลังกลับจากต่างประเทศ ทหารเตรียมล้อมเครื่องบินของเปเรส แต่ด้วยฝนฟ้าไม่เป็นใจ เกิดพายุหนักเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้เครื่องบินของประธานาธิบดีเปเรสมาถึงช้ากว่าปกติ และต้องไปลงอีกสนามบินหนึ่ง เขาจึงหนีไปได้

๒ ครั้งที่สองนำโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดจากทุกหน่วย ในปีเดียวกันนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกันเนื่องจากประธานาธิบดีเปเรสแอบรู้ข่าวมาก่อน และหลบหนีผ่านอุโมงค์ใต้ที่พักไปยังสถานีโทรทัศน์ แล้วออกอากาศเรียกกำลังจากทหารกลุ่มที่ยังจงรักภักดีกับประธานาธิบดีอยู่

พันเอกฮูโก ชาเวส นักปฏิวัติตัวยง ต้องเข้าไปนั่งในคุกสองปี เพราะความล้มเหลวครั้งนั้น แต่ประชาชนชาวเวเนซุเอลายังไม่ลืมเขา และส่งกําลังใจมาให้เขาในคุกอย่างท่วมท้นทุกวัน เจ็ดปีหลังจากการปฏิวัติเขาก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอย่างโปร่งใสในปี พ. ศ. 2542

ภายในเวลาเจ็ดปีที่เขาเข้ามารับใช้ประชาชนนั้น คุณภาพชีวิตของชาวเวเนซุเอลาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนไม่มีใครอดอยากหิวโหยอีกต่อไป ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาจนอ่านออกเขียนได้ และอาชญากรรมก็น้อยลง

ความสำเร็จนี้ต้องขอบคุณแนวคิดการปกครองประเทศในระบอบการเมืองรูบแบบใหม่ ที่แตกต่างจากระบอบ เสรีนิยม คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการทหารอย่างสิ้นเชิง ระบอบการปกครองของฮูโก ชาเวสนี้เป็นระบบลูกผสมที่ไม่เคยมีมาก่อนที่ใดในโลก และไม่ได้ตามสูตรของ “นักคิด” ใดๆ ฮูโก ชาเวสได้รื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วเสริมระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง (representative democracy) ด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเน้นความมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก (participatory democracy)

ถึงการเลือกตั้งจะจบลงไปแล้ว แต่กระบวนการประชาธิปไตยก็ไม่ได้จบแค่นั้น ประชาชนในระดับหมู่บ้านรวมตัวกันเสนอนโยบาย ให้รัฐเป็นผู้นำไปใช้ โดยผ่านเวทีชาวบ้าน (Local Public Planification Councils) ที่มีประชาชนในแต่ละท้องที่ตั้งคณะกรรมการปรึกษาหารือกันในเรื่องปากท้อง อย่าเรื่องงาน การศึกษา อนามัย ไฟฟ้าและการขนส่ง ด้วยเหตุนี้ อำนาจ จึงไม่ได้อยู่ที่รัฐแบบรวมศูนย์ หากแต่กระจายอยู่ในกลุ่มของประชาชน ที่พบปะกันอย่างเป็นเนืองนิตย์ รัฐบาลมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบาย และรัฐไม่สามารถดำเนินนโยบายใดๆ โดยไม่ปรึกษาประชาชนได้


แม้ว่าในปัจจุบันประชาชน
ชาวเวเนซุเอลาจะยก
พันเอกฮูโก ชาเวส ให้เป็นรัฐบุรุษ
ไปแล้วก็ตาม พันเอกฮูโกกลับมองว่า
เขาเป็นเพียงนายทหารคนหนึ่ง
ผู้ทํา “หน้าที่” ทหารอันมีเกียรติ
อย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น

7 Comments:

  • เยี่ยมมากครับ เยี่ยมมาก อยากให้ไทยเป็นแบบนี้บ้าง ทุกวันนี้เริ่มรู้สึกว่าเงินในกระเป๋ามีค่าน้อยลงไปมาก  

    Posted by aj

    By Anonymous Anonymous, At 11/20/2005 03:19:00 PM  

  • มาดูรายละเอียดเรื่องรัฐธรรมนูญของเวเนซุเอลากัน:

    "ระบบการเลือกผู้นำทางตรง(ของเวเนซุเอลา)เท่านั้นที่คะแนนเสียง หรือ อำนาจของประชาชนจึงสามารถเป็นตัวชี้ขาดเลือกผู้นำที่มีนโยบายรับผิดชอบต่อสิทธิในดำรงชีพและมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะยากที่จะมีใครสามารถซื้อคะแนนเสียงของประชาชนได้ทั้งประเทศ อำนาจอธิปไตยจึงเป็นของปวงชนอย่างที่ไม่มีใครสามารถ ช่วงชิงเอาไปได้ มิใช่ระบบการเลือกตั้งทางอ้อมอย่างที่เป็นอยู่ของไทย ประเทศบราซิลเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเลือกผู้นำที่มีนโย บายประชานิยมของแท้อย่างเช่น ชาเวซ"?

    http://www.nokkrob.org/index.php?file=forum&appl=&obj=forum.view(cat_id=nkbd-3,id=4)

    By Blogger Thai Friend Forum, At 11/22/2005 08:58:00 AM  

  • สำหรับผมและเพื่อนๆที่ทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เห็นพ้องกันว่าควรสนับสนุนสนธิ
    พวกผมมองว่าสถานะการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นต้องเกิดเป็นวิวัฒนาการทางสังคม

    ถ้าคุณมองลึกเข้าไปในองค์กรอย่าง "ผู้จัดการ" คุณจะเห็นกระบวนการประมวลและสะสมความรู้ มีการให้บริการสืบค้นข้อมูลข่าวซึ่งแน่นอนว่าแพร่หลายน้อยกว่าสื่อเพื่อการบันเทิง ดังนั้นจึงต้องการการเข้าถึงอย่างกว้างขวางและราคาถูก
    การควบคุมผูกขาดโครงสร้างสารสนเทศขั้นพื้นฐานของประเทศจึงเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ นี่ตรงกับสิ่งที่สนธิพูดอยู่บ่อยๆ

    ในส่วนตัวผมเองผมต้องการการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมสารสนเทศที่เป็นธรรมจริงๆ

    ผมต้องการให้สัญญาธุรกิจต่างๆต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนได้เช่นเดียวกับเกาหลี

    สำหรับสถาบันผมเห็นว่าเอามาใช้ประโยชน์เสียบ้างก็ดี
    สนธิจะดีไม่ดีกล้าหาญหรือไม่กล้าหาญอย่างไรไม่อยู่ในความสนใจของผม เมื่อผมไปสวนลุมฯ ผมสนใจการทำงานของทีมงานผู้จัดการมากกว่าสิ่งที่สนธิพูดด้วยซ้ำไป

    การปลดปล่อยโครงสร้างสารสนเทศให้เกิดวิวัฒนาการและการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมเป็นสิ่งที่ผมสนใจศึกษามากกว่า

    สุดท้ายผมไปงานสนธิเพราะผมต้องการยืนยันถึงสิทธิเสรีภาพของเขาที่จะพูดและยืนยันสิทธิในการชุมนุมเช่นเดียวกับที่บางครั้งวันเสาร์อาทิตย์ผมไปร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบ

    โดย spiraldyne [28 พ.ย. 2548 , 22:50:57 น.] a comment in midnight u.

    By Anonymous Anonymous, At 11/29/2005 10:58:00 AM  

  • Wow.. it looks like Chavez is God's gift to Venezuela.
    This piece of propaganda wouldn't look out of place in the 60s. Naive, anachronistic idealism.  

    Posted by ...

    By Anonymous Anonymous, At 12/07/2005 08:02:00 AM  

  • คุณ "..." ลองอ่าน "The Selfish Gene" โดย Richard Dawkins แต่ต้องอ่าน edition ปี 1989 นะครับ มีบทใหม่ที่ชื่อว่า "Nice guys finish first" ซึ่งเกี่ยวกับเกม Prisoner's Dilemma ในรูปลักษณะ iterated คือทําซั้ากันหลายๆครั้ง

    ผลปรากฎว่าผู้ชนะคือผู้ที่พยายาม Cooperate ครับ ไม่ใช่ผู้ที่พยายาม Exploit เพราะการ Exploit (ฐานของทุนนิยม) ในธรรมชาติมนุษย์และสัตว์นั้นจะทําให้เกิด "กระบวนการแก้แค้น" ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมและผู้ถูกแก้แค้น

    ดังนั้นความ "Naive, anachronistic idealism"
    อาจมีที่มาที่ไปมากกว่าที่คาดคิดไว้ก็ได้
     

    Posted by tt

    By Anonymous Anonymous, At 12/07/2005 03:58:00 PM  

  • ประเทศคอมมิวนิสต์แท้ตอนนี้นะ ลองหาข่าวอ่านดูเด้อ 

    Posted by แอน

    By Anonymous Anonymous, At 2/11/2006 03:42:00 AM  

  • อยากให้อ่านนี่ด้วย

    http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/325 

    Posted by chen

    By Anonymous Anonymous, At 3/23/2006 06:56:00 PM  

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home