หนทางสู่การค้าเสรี

รัฐบาลไทยได้ผลักดันให้ประเทศไทยดำเนินนโยบายการค้าเสรีทวิภาคีกับสหรัฐอเมริกา (Thai-U.S. Free Trade Area) อย่างไม่โปร่งใส นอกจากนี้ เวที APEC ยังผลักดันให้ประเทศสมาชิกให้เป็นเขตการค้าเสรีภายในปี 2020 โดยประเทศสมาชิกที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว (industrialized countries) จะเปิดเสรีภายในปี 2010


การเปิดการค้าเสรีคืออะไร


คือการยกเลิกการกีดกันทางการค้า และสร้างบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถทำได้โดย

1. ยกเลิกภาษีนำเข้าทั้งหมด ให้เหลือ 0% นั่นหมายความว่า สินค้าจากต่างประเทศจะไหลเข้าสู่ประเทศไทยได้ง่ายขึ้นเพราะไม่ถูกกีดกันโดยภาษีศุลกากร

2. ขายกิจการของรัฐบาลให้เป็นของเอกชน ได้แก่ น้ำประปา ไฟฟ้า ธนาคาร

3. เพิ่มบรรยากาศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนด้วยการเปลี่ยนกฏหมายภายในประเทศให้ผู้ลงทุนจากต่างชาติมีสถานะที่ดีกว่าหรือเท่าเทียมกับผู้ลงทุนไทย เช่นการลดภาษีที่ดิน ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ลดการช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศและธุรกิจในประเทศ (subsidies)

ประเทศใดสนับสนุนให้มีการเปิดการค้าเสรี

ในฉากหน้า รัฐบาลประชาธิปไตยทุกประเทศ จะสนับสนุนนโยบายการค้าเสรี แต่ประเทศที่อยู่เบื้องหลังที่ผลักดันนโยบายการค้าเสรีในเขต Asia Pacific มากที่สุดได้แก่ United States, New Zealand, Australia, Canada, และประเทศใน EU

แนวโน้มความล้มเหลวของการเจรจาการค้าเสรีภายใต้ WTO (World Trade Organization) ในรอบสี่ปีที่ผ่านมา (ที่ Seattle, Doha, และ Cancun) ทำให้รัฐบาลสหรัฐเริ่มหันมาผลักดันการค้าเสรีผ่านเวทีใหม่ คือเวที APEC และผ่านการเจรจา bilateral ระหว่างสหรัฐ กับประเทศคู่ค้า ดังที่นาย Robert Zoellick ซึ่งเป็น Trade Representative ของสหรัฐ ได้เปิดเผยว่าความล้มเหลวของการเจรจา WTO ที่ เมือง Cancun, Mexico ทำให้รัฐบาลสหรัฐเปลี่ยนนโยบายโดยจะให้ความสำคัญกับ bilateral trade มากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกที่การเดินทางไปประชุมเอเปกของประธานาธิบดีบุชในครั้งที่ผ่านมานี้ ได้พยายามให้ประเทศไทยเซ็นสัญญาสองฉบับ คือ ฉบับหนึ่งคือสนธิสัญญาการค้าเสรีไทย-อเมริกา และอีกฉบับคือการให้เป็นพันธมิตรนอกนาโต

ผลกระทบจากนโยบายการค้าเสรี

1. นโยบายดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อบรรษัทข้ามชาติ (multinational corporations) มากกว่าประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา

เนื่องจากบรรษัทข้ามชาติ มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า มีเงินทุนสูงกว่า และสามารถผลิตสินค้าได้ราคาถูกกว่า นโยบายเปิดเสรีจะทำให้สินค้าของบรรษัทข้ามชาติหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ทำลายธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลางที่คนไทยเป็นเจ้าของ ตัวอย่างได้เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลกและในประเทศไทยเอง โดยจะส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ ดังนี้

กิจการการค้าปลีก

ดังที่ผู้อ่านอาจจะได้ข่าวว่า ร้านชำเล็กๆ ของไทยต้องปิดกิจการเพราะบริษัทคาร์ฟูของฝรั่งเศส และ เทสโก้-โลตัสของอังกฤษ เข้ามาเปิด บริษัทเทสโก้-โลตัส ได้กว้านซื้อธุรกิจขายปลีกของคนไทย และกำลังขยายร้านขายปลีกไปทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ธุรกิจของคนไทยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดต้องปิด นอกจากนี้ นโยบายการลดแลกแจกแถมเพื่อกำจัดคู่แข่งของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ ก็เพิ่มนิสัยการบริโภคเกินความจำเป็นให้กับคนไทยในต่างจังหวัดที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว

เกษตรกรรม

ปัจจุบันบรรษัทค้าข้าวและเมล็ดพันธ์ข้ามชาติสี่บรรษัท มีขนาดใหญ่มากถึงขนาดคุมตลาดค้าข้าวและเมล็ดพันธุ์มากกว่า 80% ทั่วโลก ตัวอย่างเช่นบริษัท Cargill, General Mills, ConAgra

การเปิดเสรีทางการค้าจะทำให้เกษตรกรไทยต้องถูกตัดราคา ด้วยผลิตภัณฑ์ ที่ถูกกว่าจากบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ เพราะบรรษัทข้ามชาติทางการเกษตรซึ่งมีฐานอยู่ที่สหรัฐและยุโรปมักผลิตได้ถูกกว่า เนื่องจากได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเหล่านั้น

การเปิดเสรีทางการเกษตรจะทำให้เกิด “ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร”ดังเช่นที่ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศเม็กซิโก ซึ่งทั้งๆ ที่เม็กซิโกปลูกข้าวโพดได้เอง กลับต้องนำข้าวโพดราคาถูกจากสหรัฐฯ หลังจากเซ็ญสัญญาการค้าเสรีนาฟต้า แต่ต่อมาข้าวโพดนำเข้ากลับมีราคาสูงขึ้นอย่างมากภายหลังจากที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเม็กซิโกเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น ทำให้เกิดความเดือดร้อนถ้วนหน้า กันเพราะข้าวโพดในเม็กซิโกนั้น เป็นอาหารหลักเหมือนข้าวในประเทศไทย

ในรัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกาเช่น Florida และ Texas มีอากาศอุ่นพอที่จะปลูกข้าวได้ มีเทคโนโลยี และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่านโยบายการค้าเสรีของสหรัฐจะทำลายธุรกิจข้าวในประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่เกิดเป็นธุรกิจที่สำคัญแล้วในรัฐ Texas ในประเด็นนี้นักธุรกิจไทยที่ส่งออกข้าว และนักธุรกิจไทยที่นำเข้าข้าวไทยในสหรัฐฯ อาจถูกกระทบอย่างหนัก

ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ

การอ้างของรัฐบาลทักษิณว่าต้องการปกป้องคนไทยจากเงื้อมือต่างชาติ นั้นไม่ตรงกับการกระทำนัก ดังจะเห็นได้จากนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ ด้วยการให้ชาวต่างประเทศ “เช่า” ที่ดินในประเทศไทยได้เป็นเวลา 30 ปี โดยจะสามารถต่ออายุการ “เช่า” ได้สองครั้ง รวมเป็นเวลา “เช่า” ทั้งหมด 90 ปี

การเช่าที่ดิน เป็นเวลา 90 ปีนั้น ต่างจากการเป็นเจ้าของอย่างไร

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน บริษัทไทยของคนไทย ก็หาเงินกับต่างชาติแล้ว ด้วยการขายที่ดินทางอินเตอร์เนต ที่ดินที่ขายให้ชาวต่างชาตินี้ มีทั้งแบบเพื่ออยู่อาศัย และที่ดินสำหรับตั้งโรงงาน ที่ดินบางแห่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ยังมีป่าไม้ สัตว์ป่าที่ควรต่อการอนุรักษ์ จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ในอนาคต ที่ดินไทยจะถูกเก็งกำไรโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติที่มีอำนาจเงินเหนือกว่า

ความหลากหลายทางพันธุกรรม

ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์พืชที่หลากหลาย ซึ่งมีประโยชน์มหาศาลทั้งในด้านนิเวศวิทยา สมุนไพร และอาหาร แต่ความหลากหลายและสมบูรณ์พูลสุขเหล่านี้กำลังถูกริดรอนด้วยนโยบายการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทต่างชาติ

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐ และยุโรป ทำให้พวกเขาสามารถตัดต่อยีน สกัดสาร หรือสร้างพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ใหม่ที่ดีกว่า สมบูรณ์กว่า ทำยาได้ แต่กว่าจะทำสำเร็จนั้น ทางห้อง lab จะต้องเอาพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ในประเทศเขตร้อนนับล้านมาทดลองจนกว่าจะเจอคุณสมบัติพิเศษ และเมื่อพวกเขาเอาคุณสมบัติพิเศษของพืช/สัตว์เขตร้อน เข้าไปใส่ในพืช/สัตว์ เขตหนาวได้สำเร็จก็จะสามารถจดกรรมสิทธิ์ทางปัญญาได้

การกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดการผูกขาดพันธุ์พืช/สัตว์ โดยบรรษัทข้ามชาติ ตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นเพียงไม่กี่กรณีในหลายพันกรณีของการคุกคามสิทธิทางพันธุกรรมของบรรษัทจากยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

-บริษัท Pure World Botanicals, Inc ได้จดลิขสิทธิ์ Maca ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่บนยอดเขาสูงแห่งเปรู สารสกัดจากพืชดังกล่าวมีคุณสมบัติในการเพิ่มสมรรถภาพทางเซ็กซ์ เป็น “natural viagra” ลิขสิทธิ์ดังกล่าวจะทำให้ชาวนาที่ราบสูงแห่งเปรูต้องเดือดร้อนเพราะถูกแย่งตลาด

-บริษัท RiceTech จากเท็กซัส ได้จดลิขสิทธิ์ข้าวพันธุ์ Basmati ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ขึ้นในอินเดียและปากีสถาน หลังจากนั้นก็ได้จดลิขสิทธิ์ข้าวพันธุ์ Jasmati ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Jasmine Rice ของไทย หรือ Basmati rice ของอินเดีย แต่ชื่อของมันอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน

-University of Toledo ในสหรัฐ ได้จดลิขสิทธิ์ของพืชชื่อ endod ซึ่งเป็นพืชที่ชาวเอธิโอเปีย ใช้ทำแชมพู สบู่ มาหลายศตวรรษ เมื่อ University of Toledo ได้จดลิขสิทธิ์ของพืชดังกล่าว และได้เรียกร้องให้คนเอธิโอเปียจ่ายเงินเมื่อต้องการใช้พืชดังกล่าว โดยต้องจ่าย $50,000 เพื่อมีสิทธิใช้ หรือซื้อได้ในราคา $125,000

-บริษัท Syngenta ซึ่งเป็นบรรษัทข้ามชาติทางด้านเคมีการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ จดลิขสิทธิ์ของ genome map ของพันธุ์ข้าวที่ทางบริษัทค้นพบ และได้ทำการปกปิดไม่ให้สาธารณะชนได้รับรู้ข้อมูลดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะผูกขาดพันธุ์ข้าวทั่วโลก

-บริษัท Phytopharm ของอังกฤษ ได้จดลิขสิทธิ์สารตัวหนึ่งใน Hoddie Plant ซึ่งคนพื้นเมืองแห่งทะเลทรายคาลาฮารีในอาฟริกาได้ใช้เคี้ยวมานับศตวรรษ เพื่อลดอาการหิวในขณะที่รอนแรมในทะเลทราย บริษัทดังกล่าวไม่คิดที่จะแบ่งผลประโยชน์ให้ชาวพื้นเมืองที่ค้นพบคุณสมบัติพิเศษของพืชตัวนี้ ทั้งๆ ที่ทางบริษัทจะได้กำไร สองพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในการใช้สารดังกล่าวทำยาลดความอ้วน

อื่นๆ ติดตามได้ที่แหล่งข้อมูลจาก Biothai

2. เสรีการค้า มากับอาวุธ

นโยบายการค้าเสรีนั้นจะทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนกฏหมายหลายอย่างเพื่อเพิ่มบรรยากาศการเข้ามาลงทุนโดยต่างชาติ ตามหลักการการเปลี่ยนตัวบทกฏหมายจะต้องผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตย โดยการให้ประชาชนได้มีการทำประชาพิจารณ์ และให้รัฐสภาสนับสนุน แต่ภายใต้รัฐบาลทักษิณ กระบวนการทางประชาธิปไตยดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดเป็นรูปเป็นร่างได ้เนื่องจากนายกรัฐมนตรีชอบใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด และกล่าวหาผู้ใดก็ตามที่คัดค้านว่าเป็นตัวถ่วงความเจริญ

นโยบายการค้าเสรี มักควบคู่ไปกับการบังคับ ขู่เข็ญภาคประชาชนที่อยากแสดงความเห็นที่แตกต่าง ในปี 1996 ที่มีการเจรจา APEC ในประเทศฟิลิปปินส์ ประธานาธิปดีฟิเดล รามอส ได้ห้ามนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (human rights activists) และนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ (peace activists) ไม่ให้เข้าประเทศ โดยกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นตัวก่อปัญหา (trouble makers) นักกิจกรรมเหล่านี้รวมถึงผู้ได้รางวัลโนเบลสองคน นอกจากนี้ก็มีการสกัดกั้นผู้ประท้วงที่จะมาจากเมืองต่างๆ ของฟิลิปปินส์ไม่ให้เข้ามาในมะนิลา ทำให้จำนวนผู้ประท้วงที่คาดว่าจะมีเป็นหมื่นคน เหลือเพียงไม่กี่พันคน

เช่นกัน การประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ทางรัฐบาลได้กีดกันไม่ให้คนเข้ามาประท้วงในกรุงเทพ และมีการต่อว่า ดูถูก ดูหมิ่น ผู้ที่เตรียมชุมนุมประท้วงต่างๆ นานา ว่าเป็นตัวถ่วงความเจริญบ้าง ทำให้ประเทศขายหน้าบ้าง มีการข่มขู่ว่าจะเอากำลังตำรวจมาควบคุมผู้ประท้วงทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วประชาชนย่อมมีสิทธิในการแสดงความเห็นอย่างสันติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

การสนับสนุนนโยบายการค้าเสรีควบคู่ไปกับการต่อต้านผู้ไม่เห็นด้วยนี้ มีแนวโน้มที่จะรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อรัฐบาลไทยได้ยินยอมเป็น “พันธมิตรนอกนาโต” หรือ non-NATO ally กับสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะสามารถซื้ออาวุธทางการทหารได้ง่ายขึ้น และอนุญาติให้ทหารสหรัฐเข้ามาในดินแดนไทยได้เพื่อจุดประสงค์การปราบผู้ก่อการร้าย

จริงอยู่ ถึงแม้นโยบายดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ข้ออ้างของการปราบปรามผู้ก่อการร้าย แต่ไม่มีใครรับรองได้ว่ารัฐบาลไทยที่เพรียบพร้อมไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์จะไม่ใช้อาวุธเหล่านั้นต่อต้านประชาชนของตนเอง หากประชาชนเหล่านั้นต้องการมีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงความคิดเห็น

3. ผลกระทบต่อการพัฒนา

ประเทศที่รับนโยบายการค้าเสรีมาตั้งแต่ปี 1980s เช่น โบลิเวีย เม็กซิโก ชิลี นั้น ไม่ได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ปัญหาในประเทศกลับพอกพูนและทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากการค้าเสรี ไม่ได้ทำให้ประเทศเหล่านี้ เกิดสมรรถภาพในการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง มีแต่ทำให้เกิดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างชาติ การทำลายทรัพยากร ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การริดรอนสิทธิเสรีภาพ และช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย

4. ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ชีวิตมนุษย์

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดของการค้าเสรี ก็คือว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษ ได้ย้ายจากประเทศอุตสาหกรรมสู่ประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ก็เพราะว่าประเทศกำลังพัฒนานั้นมีกฏหมายแรงงาน และกฏหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้บังคับใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือในประเทศเม็กซิโก ที่โชคร้ายมีชายแดนติดกับสหรัฐอเมริกา และได้เซ็นสัญญา NAFTA (North American Free Trade Agreement) ตั้งแต่ปี 1992 กับสหรัฐฯและแคนาดา ผลปรากฏว่า โรงงานนรก ผุดขึ้นมากมายในชายแดนของประเทศเม็กซิโก บริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ อย่าง BMW, Chrysler, Fisher Price, และ Xerox ก็แห่กันไปใช้แรงงานถูกๆ ในเม็กซิโกเพื่อผลิตสินค้าส่งออกข้ามชายแดนไปยังสหรัฐ สภาพการทำงานของคนงานนั้นแย่มาก และได้เงินกันคนละ $3.50 and $5 ต่อวัน ทำงานตั้งแต่เช้าตรู่จรดกลางคืน ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน และยังต้องสูดดมสารเคมีในโรงงานโดยไม่ได้ประกันสุขภาพ

ผลกระทบของการค้าเสรีต่อแรงงานนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นใน Mexico หากแต่เกิดในทุกประเทศที่เซ็นสัญญาการค้าเสรี ดังที่ UN Council on Trade and Development ได้รายงานว่านโยบายการค้าเสรีมีผลให้เกิดการกดขี่แแรงงานมากขึ้นอย่างฉับพันในประเทศกำลังพัฒนาที่เซ็ญสัญญาการค้าเสรีไปแล้ว

นอกจากนี้โรงงานต่างๆ เหล่านี้ก็ปล่อยควันเสีย น้ำเสียออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในประเทศแม่ของโรงงานเหล่านั้น ผู้ถือหุ้นของบรรษัทข้ามชาติต่างๆ เขาไม่มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่แย่ หรือสภาพการทำงานของคนงาน เพราะเขาไม่ต้องสูดดมสารเคมีเอง เขาไม่ต้องสูดอากาศเสีย และดื่มน้ำเป็นพิษ เพราะพวกเขาอยู่ห่างไกลย่านเสื่อมโทรมเหล่านั้่น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์ด้วยการเป็นเพียง ผู้ถือหุ้น ที่ไม่ต้องทำอะไรมากนอกจากการเก็งกำไร

จริงอยู่ นักเศรษฐศาสตร์ มักอ้างว่า เรื่องของแรงงานและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องออกกฏหมาย และบังคับใช้กันเอง

แต่หากประเทศกำลังพัฒนามีกฏหมายแรงงาน และกฏหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเท่ากับประเทศอเมริกาหรือยุโรปแล้ว นักลงทุนต่างชาติจะยอมมาลงทุนหรือ

สรุป นโยบายการค้าเสรี เป็นกลไกที่ประเทศอุตสาหกรรมใช้เพื่อจะเอาทรัพยากรคน ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างเราไปใช้ และในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มตลาดขายของให้พวกเขา เป็นทฤษฎีจากตำราเศรษฐศาสตร์ที่ยังไม่มีประเทศไหนพิสูจน์ว่าทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นจริง นโยบายการค้าเสรีเมื่อนำมาใช้กับรัฐบาลที่ริดรอนสิทธิทางการเมือง สิทธิการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจะมีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรง และจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนา กลายเป็นประเทศอาณานิคมของสหรัฐฯ และยุโรป ภายใต้คำขวัญปลุกใจของการค้าเสรี

- การะเกด


--------------------------------------------------------------------------------

Quotes

เกีียวกับนโยบายทางการเกษตร

“the idea of countries feeding themselves is outmoded. It would be much better if they just relied on the United States to feed them.”

John Block, former U.S. Assistant Secretary of agriculture

ทำไมสหรัฐจึงผลักดันนโยบายการค้าเสรี

“Multilateralism, unilateralism and regional trade agreements are the three pillars of U.S. trade diplomacy. The idea is that what concessions in terms of free trade you could not get out of GATT, and what concessions you cannot get out of the exercise of unilateral trade diplomacy, you could probably get through a smaller grouping of countries that are your neighbors and trading partners - through APEC and NAFTA.”

U.S. Undersecretary of State Joan Spero, Clinton Administration

ทางเลือกอื่นนอกจากการค้าเสรีคืออะไร

การรวมตัวกันของประเทศเอเชียแปซิฟิก ไม่น่าจะเป็นการรวมตัวเพื่อส่งเสริมนโยบายทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ควรควบคู่ไปกับประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาเทคโนโลยี และการแก้ปัญหาความยากจน

มีกลุ่มภาคประชาชนที่พยายามผลักดันให้ APEC มองกว้างขึ้นเช่นกลุ่ม Clean Pacific, กลุ่ม Sustainable Cities แต่ความพยายามของพวกเขาก็ไม่ได้ผลเนื่องจากเวทีการค้านั้นถูกผูกขาดโดยนายทุนบางกลุ่มและนักการเมืองไม่กี่คน

ดอกเตอร์มหาธีร์ มูฮัมหมัด เคยเสนอว่าแทนที่จะมี APEC น่าจะมี East Asian Economic Caucus แทนเพื่อสนับสนุนนโยบายตามแบบวัฒนธรรมเอเชีย โดยไม่ต้องมีประเทศตะวันตกมายุ่งเกี่ยว

5 Comments:

  • USกดดันไทยให้ทำFTAแบบเปิดอ้าซ่า

    เอเอฟพี/เอเยนซีส์- ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ร็อบ พอร์ตแมน แสดงความกังวลต่อรัฐมนตรีต่างประเทศ กันตธีร์ ศุภมงคล ของไทย ระหว่างพบปะหารือกันในกรุงวอชิงตันเมื่อวันอังคาร(20) ในเรื่องที่มีรายงานว่า ไทยยังคงมีท่าทีไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปิดภาคธุรกิจบางภาค ภายในกรอบความตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคีที่ประเทศทั้งสองกำลังเจรจาต่อรองกันอยู่

    โฆษกหญิงของสำนักงานยูเอสทีอาร์ นีนา มัวร์จานี แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า พอร์ตแมนได้แสดงความกังวลดังกล่าว เพื่อขอให้รัฐมนตรีต่างประเทศไทย "ชี้แนะทีมของเขาให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน" ในระหว่างการเจรจาเอฟทีเอสหรัฐฯ-ไทยรอบต่อไปอันเป็นรอบที่ 5 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นที่ฮาวายระหว่างวันที่ 26-30 เดือนนี้

    พอร์ตแมนยังได้ย้ำถึงความต้องการที่จะให้ทั้งสองฝ่ายทำความตกลงเอฟทีเอกันให้เสร็จสิ้นภายในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า โฆษกผู้นี้กล่าว

    "การหารือของผู้แทนการค้าสหรัฐฯกับรัฐมนตรีต่างประเทศไทย มุ่งเน้นในเรื่องภาคธุรกิจ นักลงทุน และคนงานของสหรัฐฯและของไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง จากการเปิดกว้างกฎเกณฑ์ด้านการค้าและการลงทุนในทั้งสองประเทศ" มัวร์จานีระบุ

    พอร์ตแมนยังได้ย้ำถึงความสำคัญที่จะต้องจัดทำความตกลงเอฟทีเอซึ่งมีลักษณะ "รอบด้าน" โดยครอบคลุมทั้งเรื่องบริการทางการเงิน การคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะให้ได้รับความสนับสนุนอย่างแข็งขันจากรัฐสภาอเมริกัน

    ทั้งนี้ตามกฎหมายสหรัฐฯแล้ว การทำข้อตกลงเอฟทีเอกับต่างชาติเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผ่านการรับรองให้สัตยาบันจากฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ฝ่ายบริหารจะเดินหน้าไปตามลำพังฝ่ายเดียวแบบที่ทำกันอยู่ในประเทศไทยไม่ได้

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าไทยไม่ต้องการให้นำเอาภาคบริการทางการเงินเข้าไปอยู่ในข้อตกลงเอฟทีเอนี้ ด้วยเหตุผลว่ายังต้องให้เวลาแก่ธนาคารและสถาบันการเงินของไทยในการปรับตัว ก่อนจะเผชิญการแข่งขันจากกิจการยักษ์ใหญ่ระดับโลกของอเมริกา

    นอกจากนี้ สหรัฐฯยังดูจะวิตกในเรื่องการปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย

    การแสดงความกังวลของยูเอสทีอาร์ มีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เข้าพบประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช โดยที่บุชแถลงภายหลังการหารือว่า นายกรัฐมนตรีไทยยืนยันชัดเจนกับเขาว่า ต้องการให้ข้อตกลงเอฟทีเอเสร็จเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

    http://www.manager.co.th/Around/
    ViewNews.aspx?NewsID=9480000129461

    By Anonymous Anonymous, At 10/05/2005 02:55:00 PM  

  • does anyone care to tell me why we need to import agricultural products, such as cotton, dairy, and soybeans, from the U.S. when we can produce these ourselves?

    Are American farms more efficient?
    -----------------
    US, Thailand conclude fifth round of FTA negotiations
    font size ZoomIn ZoomOut

    The United States and Thailand have concluded their fifth round of free trade agreement (FTA) negotiations, making significant progress on the range of issues, including services, investment and financial services, covered by the agreement, the US Trade Representative Office announced Monday in a statement.

    The two sides "will meet again in November to maintain the momentum and position the United States and Thailand to conclude the FTA expeditiously," said the statement.

    It said that the FTA, which is going to remove trade barriers between the two nations, will generate "solid economic benefits" for both the United States and Thailand.

    The United States is already the second largest source of imports of Thailand, with US business shipping 6.4 billion dollars in exports to the Asian country last year.

    The FTA will be particularly beneficial for US agricultural producers, the statement said. The United States is currently the top supplier to Thailand of agricultural products, selling cotton, wheat, soybeans and soybean meal, hides and skins, prepared animal feed, dairy products, and processed foods.

    The agreement will further open and diversify sales for there and other products, such as beef and pork, to this major market for US farmers and ranchers, it added.

    According to the statement, the first round of US-Thailand FTA negotiations was held in July 2004, with successive rounds held in October 2004 and April 2005. Negotiating groups also held meetings between rounds to lay the groundwork for a successful fourth round. The United States hopes to finish negotiations with Thailand in early 2006.

    Total trade between the United States and Thailand was 24 billion dollars in 2004, up 11 percent from the previous year and nearly doubling in the last decade.

    Source: Xinhua

    By Anonymous Anonymous, At 10/05/2005 02:57:00 PM  

  • บทความนี้ ไม่เป็นกลาง ใส่ร้ายป้ายสี
    ตั้งแต่คำนิยามของการค้าเสรี และวิธีดำเนินการ
    ๑.ภาษีไม่จเป็นต้องลดเป็นร้อยละศูนย์ ทุกรายการ (แล้วแต่การเจารจา..บาความพูดไม่หมด)
    ๒.การแปรรูปฯเปแนเรื่องภายใน ไม่เกี่ยวกับการค้าเสรี (ใส่ร้ายเต็มๆ)
    ๓.ไม่จำเป็นต้องแก้กฏหมายทุกรายการ

    มอง ผู้เขียนบทความ ได้ เป้น ๒ กรณี ดังนี้
    ๑. "จงใจ" ใส่ร้ายป้านสี เพื่อปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังรัฐบาล
    ๒. ไม่มีความรู้ (ไม่รู้จริง)
    .


     

    Posted by คนไท

    By Anonymous Anonymous, At 3/05/2006 01:03:00 AM  

  • บทความนี้ ไม่เป็นกลาง ใส่ร้ายป้ายสี

    ตั้งแต่คำนิยามของการค้าเสรี และวิธีดำเนินการ
    ๑.ภาษีไม่จำเป็นต้องลดเป็นร้อยละศูนย์ ทุกรายการ (แล้วแต่การเจารจา..บทความพูดไม่หมด พูดเฉพาะ เอาชั่วให้คนอื่น)
    ๒.การแปรรูปฯเป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่เกี่ยวกับการค้าเสรี (ใส่ร้ายเต็มๆ)
    ๓.ไม่จำเป็นต้องแก้กฏหมายทุกรายการ

    มอง ผู้เขียนบทความ ได้ เป็น ๒ กรณี ดังนี้
    ๑. "จงใจ" พูดเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี เพื่อปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังรัฐบาล
    ๒. ไม่มีความรู้ (ไม่รู้จริง โง่แล้วอวดรู้)
     

    Posted by Anonymous

    By Anonymous Anonymous, At 3/05/2006 01:07:00 AM  

  • คิดว่าบทความเนื้อหาน่าสนใจควรนำมาขบคิดมากกว่าที่จะมาใส่ร้ายรัฐบาล ตัวอย่างก็เห็นชัดอยู่แล้วที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นที่เรียกว่ากำลังพัฒนาหรือด้อยก็แล้วแต่คิดเนื้อหาการวิจารณ์ต่างๆก็ไม่เลวแม้ว่าตัวเองจะไม่สนใจเรื่องนี่มาก่อนคิดว่าแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่างๆตามที่กล่าวเป็นไปได้สูงมากเพราะอย่างที่บทความได้กล่าวไว้แล้วว่าไม่มีปทไหนพิสูจน์ได้จริง รัฐบาลไทยเราน่าจะมีการหารือกันมากกว่านี้ก่อนที่จะลงนามกันอย่างน้อยควรให้หลายฝ่ายช่วยกันคิดดูถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบก่อนก่อนที่ฝ่ายรัฐบาลจะชั่งนำหนักครั้งสุดท้ายซึ่งทำแบบนั้นบางคนจะบอกว่าเต่าเกินไป แต่มันคงดีกว่ามานั่งเสียใจภายหลัง 

    Posted by ไทย

    By Anonymous Anonymous, At 3/13/2006 12:09:00 PM  

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home