ซ้อมรบครั้งใหญ่ ด้วย computer

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
> "Hood" อินเตอร์เนต
> จรรยาบรรณ " แฮกเกอร์ "
> องค์บาก HOT จน Yahoo!ช็อค
> ถ้า Google ไม่ฟรีอีกต่อไป ?
แทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า เมื่อ3ปีก่อนในปีพ.ศ.2545 ได้มีการซ้อมรบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเกิดขึ้น และผู้ที่ทำการซ้อมรบครั้งนั้นก็คือกองทัพสหรัฐ กองทัพที่ทรงแสนยานุภาพสูงสุดของโลกนั่นเอง

มันมีชื่อเรียกว่า “การท้าพิสูจน์แห่งสหัสวรรษ” แหละแม้ว่าจะเป็นเพียงการจำลองการรบด้วยคอมพิวเตอร์ก็ตาม แต่ทว่ากองทัพสหรัฐก็ได้ทุ่มเท่ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้การซ้อมรบครั้งนี้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ไม่เพียงแต่ข้อมูลที่ใช้จะเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดเท่านั้น แต่ว่าในกรณีที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของสหรัฐและผองพันธมิตรก็ถูกนำออกใช้จริงอีกด้วย

เป้าหมายของ“การท้า พิสูจน์แห่งสหัสวรรษ”ก็คือ การล้มล้างทฤษฎีความเชื่อที่ว่า ในการทำสงคราม หนทางสู่ชัยชนะนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงและการคาดเดา เนื่องจากไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้

เพราะในวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีทางระบบข้อมูลข่าวสารและการจัดการที่ก้าวไกล ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือการรับรู้ และการควบคุมของกองทัพสหรัฐไปได้ กองทัพสหรัฐคือกองทัพที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่โลกเคยมีมา

การซ้อมรบนี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างทีมน้ำเงินที่สมมุติว่าเป็นกองทัพสหรัฐและชาติพันธมิตร และทีมแดงที่สมมุติว่าเป็นกองทัพของประเทศหนึ่งในบริเวณแถบอ่าวเปอร์เซียที่ ไม่เป็นมิตร และเป็นที่พักพิงของผู้ก่อการร้าย หรืออีกนัยหนึ่งประเทศอิรัก นั่นเอง

หัวใจของการบังคับบัญชาการรบของทีมน้ำเงินอยู่ที่โปรแกรมการ ประเมินผลด้วยคอมพิวเตอร์ที่ ทรงประสิทธิภาพที่สุดของโลก โปรแกรมนี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับข้าศึกตามหมวดหมู่เช่ น การทหาร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ฯลฯ รวมกันทั้งสิ้นกว่า40,000รายการได้พริบตา

นอกจากนี้ศูนย์บัญชาการของ ทีมน้ำเงินยังสามารถดึงข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานใดของสหรัฐ ที่มีอยู่ทั่วโลกได้ รวมถึงติดต่อ สั่งการและติดตามชมภาพการรบจริงที่ถ่ายทอดสดผ่านระบบดาวเทียม ได้ทุกขณะอีกด้วย กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ทีมน้ำเงินมีระบบการจัดการแบบรวมศูนย์ ที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา

ตรงกัน ข้าม ทีมแดงนอกจากจะมีกำลังรบและยุทโธปกรณ์ที่อ่อนด้อยกว่าลิบลับแล้ว ยังมีนายแวนริบเปอร์ อดีตนายพลที่เพี้ยนที่สุดในกองทัพสหรัฐเป็นผู้บัญชาการอีกด้วย

สิ่งแรกที่เขาบอกกับสมาชิกร่วมทีมก็คือ “ต่อไปนี้ เราจะยังคงเป็นผู้บัญชาการ แต่จะไม่มีการควบคุมสั่งการ ...ผมหมายความว่า จากนี้ไป กองบัญชาการจะเป็นผู้ให้ทิศทางและหลักเกณฑ์กว้างๆเท่านั้น แต่การตัดสินใจในสนามรบจะขึ้นอยู่กับตัวผู้ปฎิบัติเอง ไม่ใช่ขึ้นตรงต่อคำสั่งจากเบื้องบน ...เราจะอาศัยความฉลาด ประสบการณ์ และวิจารณญาณของผู้คนทั้งหมดฝ่ายเรา”

ในแง่หนึ่ง “การท้าพิสูจน์แห่งสหัสวรรษ” นี้อาจเป็นแต่เพียงการซ้อมรบใหญ่อีกครั้งหนึ่งเท่านั้น ทว่า ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการสู้รบจริงระหว่างสองขั้วแนวคิด ฝั่งหนึ่งคือตัวแทนแนวคิดในการจัดการแบบรวมศูนย์ที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลาย มาช้านาน และจนถึงในวันนี้ก็ได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว กับอีกฝ่ายหนึ่งคือตัวแทนแนวคิดในการจัดการแบบจัดการกันเอง(self- organization) แนวคิดใหม่ที่โลกเพิ่งจะให้ความสนใจ

ผลลัพธ์จากสงครามครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนบทพิสูจน์ว่า แนวคิดใดคือแนวคิดที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่ากัน

เพียงในวันแรกที่สงครามนี้เปิดฉากขึ้น ทีมน้ำเงินก็เคลื่อนพลจำนวนหลายหมื่นนายพร้อมเรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบินหลายสิบลำเข้าประชิดพรมแดนประเทศของทีมแดง พร้อมกับยื่นคำขาดให้ทีมแดงยอมแพ้ในทันที เพราะจากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ทีมแดงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากจะยอมแพ้ เท่านั้น

ทีมน้ำเงินจัดการ ทำลายเรดาร์และโครงข่ายการติดต่อสื่อสารของทีมแดงลงจนใช้การแทบไม่ได้ โดยคาดว่าทีมแดงจะต้องหันมาพึ่งโทรศัพท์มือถือซึ่งง่ายต่อการดักฟังเพื่อใช้ ติดต่อกันแทน แต่เหตุการณ์หาเป็นไปดังคาดไม่ เพราะฝ่ายแดงหันไปใช้วิธีการอื่นๆแทน เช่น มอเตอร์ไซส่งเอกสาร และสัญญาณไฟ เป็นต้น

ในวันถัดมา เมื่อไม่มีเรดาร์ ทีมแดงก็ใช้เรือเล็กหลายร้อยลำออกลาดตระเวรค้นหาตำแหน่งของกองเรือรบฝ่ายศตร ูแทน และทันทีเมื่อทราบตำแหน่งที่ชัดเจนแล้ว ก็ยิงจรวดเข้าจู่โจมจากทุกทิศทาง หนึ่งชั่วโมงให้หลัง เรือรบ12ลำของทีมน้ำเงินก็จมอยู่ก้นบึ้งอ่าวเปอร์เซีย เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทางทีมน้ำเงินส่งมาจำนวน6ลำ 5ลำถูกจม

หากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการรบจริง ชีวิตนายทหารกว่า20,000คนก็ต้องถึงจุดจบ โดยที่ไม่มีโอกาสได้ยิงตอบโต้เลยสักนัดเดียว และถ้าการพ่ายแพ้ในครั้งนี้เกิดขึ้นจริง ก็ต้องถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ที่อัปยศอดสูที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การ รบเลยทีเดียว

ทันทีที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐทราบผลว่าทีมแดงคือผู้มีชัย ก็มีคำสั่งให้ยุติการซ้อมรบในทันที และให้เริ่มต้นใหม่โดยไม่ถือว่ามีเรือรบสักลำได้ถูกจมลง มิหนำซ้ำยังห้ามมิให้ทีมแดงเข้าขัดขวางการรุกของทีมน้ำเงินจนกว่าจะได้รับอน ุญาตอีกด้วย ในที่สุด ทีมแดงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตามความคาดหมาย และผลลัพธ์ที่แท้จริงของ “การท้าพิสูจน์แห่งสหัสวรรษ” ก็ถูกเก็บเงียบเป็นความลับ จากนั้นเป็นต้นมา

เป็นที่ชัดเจนว่า ที่มาแห่งชัยชนะอันขาวสะอาดของทีมแดงนั้น มาจากแนวคิดในการจัดการที่เหนือกว่า การจัดการกันเองเป็นอย่างไร แตกต่างจากการจัดการแบบรวมศูนย์อย่างไร เหตุใดจึงมีประสิทธิภาพถึงเพียงนี้

ที่มาของการจัดการกันเอง

ตลอด30กว่าปีมานี้ ได้มีการศึกษาทฤษฎีการจัดการกันเองในศาสตร์หลายแขนง อธิเช่น ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากพบว่า ปรากฎการณ์ในการจัดการกันเองนั้น มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ทั้งในระบบของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ตั้งแต่เสี้ยวอนูที่เล็กที่สุดไปจนถึงระบบที่ใหญ่ที่สุด นั่นก็คือระบบสุริยจักรวาล

แม้ว่าในรายละเอียดแล้ว การจัดการกันเองจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันไปตามแต่ละแห่งแต่ละสภาวะก็ตาม แต่ปรากฏการณ์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการที่ขับเคลี่อนให้วิวัฒนาการสา มารถบังเกิดขึ้นเองได้ โดยปราศจากแกนนำหรือตัวนำใดๆ ทั้งสิ้น

เช่นกัน ตัวอย่างของการจัดการกันเองในสังคมมนุษย์ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป เพียงแค่ตั้งคำง่ายๆกับสิ่งต่างๆว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการเกิดสิ่งนั้น และหากพบคำตอบว่า ไม่มีหรือมีอยู่มากมายจนไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง นั่นแหละจะพบว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นจากการจัดการกันเองทั้งสิ้น เช่น ใครคือคนคิดนำกุ้งมาเป็นอาหาร ใครคือผู้บัญญัติคำว่ากุ้ง ใครเป็นค้นพบวิธีการจับกุ้ง ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์การทำต้มยำกุ้ง หน่วยงานกระทรวงไหนเป็นผู้ทำให้ต้มยำกุ้งเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ฯลฯ เป็นต้น

วิวัฒนาการกับการจัดการกันเอง

ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว กระบวนการจัดการกันเองก่อให้เกิดวิวัฒนาการ วิวัฒนาการคือสร้างระบบให้มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น กล่าวคือทำให้ระบบมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น เกิดความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านที่ลึกซึ้งและหลายด้านยิ่งขึ้น และพร้อมกันนั้นก็ทำให้มีการแบ่งเบาภาระหน้าระหว่างแต่ละสมาชิกที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะทางยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

ความสลับซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นนี้เองคือบ่อเกิดแห่งการสร้างประสิทธิภาพ ให้กับทั้งตัวระบบเองโดยรวมและให้กับแต่ละสมาชิกอีกด้วย

พูดอีกแง่หนึ่ง ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติหรือวิวัฒนาการในสังคมมนุษย์ วิวัฒนาการเหล่านี้ล้วนอาศัยการจัดการกันเองในการสร้างประสิทธิภาพทั้งสิ้น โดยสรุปขั้นตอนก็คือ การจัดการกันเองนำไปสู่วิวัฒนาการ วิวัฒนาการสร้างความสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นตัวสร้างประสิทธิภาพในที่สุด และกระบวนการที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนตัวไปเองโดยอัตโนมัติ

แล้วอะไรทำให้เกิดการจัดการกันเอง

องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการในการการจัดการกันเอง คือ ความแตกต่างหลากหลาย การคัดสรรค์ร่วมกัน และการลอกเลียนแบบ

ความแตกต่างของสมาชิกเป็นตัวผลิตนวัตกรรมใหม่ๆที่หลากหลาย การร่วมกันคัดสรรค์วิธีการใหม่ๆเหล่านี้ ร่วมกันทำให้มีมุมมองในการทดสอบคัดเลือกที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถคัดสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดได้ และเมื่อได้มาแล้วก็สามารถผลิตซ้ำและใช้การได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการประสาน งานกันอีกให้เสียเวลา เนื่องจากแต่ละสมาชิกต่างก็รับรู้ผ่านกระบวบการคัดสรรค์ร่วมกันไปแล้ว

กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มแต่ละพื้นที่พร้อมๆกันไปทั่วทั้งระบบ และนวัตกรรมต่างๆของแต่ละกลุ่ม ก็ถูกคัดสรรค์ร่วมกันระหว่างกลุ่มไปในขณะเดียวกันด้วย การพัฒนาที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้เรียกว่า การพัฒนาแบบคู่ขนาน

จัดการกันเองต่างกับแบบรวมศูนย์ยังไง

จุดเริ่มต้นที่นำไปสู่คุณลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในการจัดการสองแบบนี ้ คือรูปแบบในการพัฒนา ด้านการจัดการกันเองนั้น การพัฒนาเป็นแบบคู่ขนาน กล่าวคือ การพัฒนาโดยรวมของทั้งระบบเป็นผลจากการพัฒนาเฉพาะส่วนจำนวนมากมายและแตกต่าง กัน ที่บังเกิดขึ้นจากการจัดการกันเองของแต่ละหน่วยย่อยๆทั้งหมดมารวมกัน ทั้งนี้ ก่อให้เกิดผลลัพท์ที่เป็นมากกว่าผลรวม

ในการพัฒนาแบบคู่ขนาน ผู้พัฒนาก็คือผู้ใช้ ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องการการประสานงานระหว่างกันเลยแม้แต่น้อย แม้ระบบจะเติบโตขึ้นแค่ไหนก็ตาม แต่ก็หาได้เป็นการเพิ่มภาระในการประสานงานแต่อย่างใดไม่

ความแตกต่าง หลากหลายในวิธีการพัฒนาของแต่ละส่วนนั้นก็หาเป็นปัญหาไม่ เพราะวิธีการเหล่านี้ ได้ผ่านการคัดสรรค์โดยตัวผู้ใช้แล้วว่าเหมาะสมสำหรับตัวผู้ใช้เอง ส่วนการเรียนรู้กันระหว่างกลุ่ม ระหว่างส่วนเพื่อคัดเลือกกันว่าวิธีการของผู้ใดจะดีกว่ากัน และเพื่อจะได้เลียนแบบไปใช้ในส่วนของตน การเรียนรู้จากกันและกันนี้ก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้โครงสร้างเครือ ข่ายความสัมพันธุ์อย่างหลวมๆ(loose coupling)

นั่นก็คือ ระบบประกอบไปด้วยระบบย่อยและหน่วยย่อยๆที่เชื่องโยงกัน ต่างฝ่ายต่างมีอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเอง และต่างก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของกันและกัน ในแต่ละหน่วยมีการติดต่อสื่อสารกันเองระหว่างสมาชิกสูงกว่าการสื่อสารข้ามหน ่วย การสื่อสารข้ามกันไปมาที่ไม่จำเป็นต้องมีมากนักนี้ คือช่องทางสู่การเรียนรู้จากกันและกันของทั้งระบบ

ช่องทางการเรียนรู ้เหล่านี้จะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นกับระบบส่วนใดส่วนหนึ่ง ระบบส่วนนั้นก็จะเพิ่มปริมาณการติดต่อสื่อสารกับส่วนอื่นๆเพื่อร่วมกันค้นหา วิธีแก้ไขที่เหมาะสม เมื่อพบแล้วก็จะลดการสื่อสารกับส่วนอื่นลง แล้วหันมาสื่อสารกันเองภายในมากขึ้นเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างรวดเร็วทั นสถานการณ์

แท้ที่จริง ขนาดและความแตกต่างหลากหลายไม่เพียงไม่ใช่ปัญหาเท่านั้น หากแต่ยังกลับเป็นประโยชน์ต่อการจัดการกันเองอีกด้วย เพราะยิ่งระบบมีจำนวนสมาชิกและความแตกต่างหลากหลายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการมีปริมาณสมาชิกที่มีความพร้อม ในการแก้ไขปัญหามากขึ้นเท่านั้น และเมื่อมีจำนวนผู้แก้ไขปัญหาที่พอเพียง ก็เท่ากับเป็นการลดภาระของสมาชิกส่วนใหญ่ของระบบไปในตัวด้วย ระบบจึงมีความมั่นคงแข็งแกร่งมากขึ้น

ตรงกันข้าม การพัฒนาในการจัดการแบบรวมศูนย์นั้นเป็นการพัฒนาแบบเส้นตรง กล่าวคือ เกิดขึ้นได้ทีละครั้งณศูนย์กลางแล้วจึงกระจายออกสู่ส่วนต่างๆของระบบ ในการพัฒนาแบบนี้ ข้อมูลของแต่ละหน่วยจะต้องถูกลำเลียงส่งผ่านตามลำดับชั้นเข้าสู่ศูนย์กลางเพ ื่อประกอบเป็นภาพรวมเสียก่อน จากนั้นศูนย์กลางก็จะจัดการคัดสรรค์หาวิธีการดีที่สุดสำหรับส่วนรวมเพียงวิธ ีเดียว เมื่อได้มาแล้วศูนย์กลางก็แปรวิธีการนั้นเป็นคำสั่งต่างๆให้กับแต่ละส่วนๆ แล้วจึงส่งผ่านตามลำดับชั้นกลับออกสู่ส่วนย่อยอีกครั้งเพื่อนำไปปฏิบัติ

การพัฒนาแบบเส้นตรงที่แบ่งแยกระหว่างผู้พัฒนาส่วนน้อย ณ ศูนย์กลางการจัดการกับผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่กระจายอยู่รอบทั้งระบบนี้ จำเป็นต้องอาศัยการประสานงานอย่างสูง สิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรและเวลา ยิ่งระบบขยายตัวมากขึ้นเท่าไหร่ ภาระในการประสานงานก็ยิ่งต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ยิ่งไปกว่านี้ ความแตกต่างหลากหลายก็กลับกลายเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงสำหรับการจัดการแบบรวมศู นย์ เพราะนั่นหมายถึงปริมาณข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระต่อการจัดการและการประสานงาน

บท(ไม่)เรียนจาก “การท้าพิสูจน์แห่งสหัสวรรษ”

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แสนยานุภาพของกองทัพที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านปริมาณและความสลับซับซ้อน ได้กลายเป็นอุปสรรคในการจัดการ และเพื่อต่อสู้กับอุปสรรคเหล่านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐจึงได้ทุ่มงบประมาณจำนวนอภิมหาศาล ไปกับการค้นคิดเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการจัด การ จนในที่สุดพวกเขาก็เชื่อมั่นว่าได้ประสพความสำเร็จแล้ว ข้อบกพร่องทั้งปวงในการจัดการแบบรวมศูนย์ได้ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้นแล้ว วันนี้กองทัพสหรัฐมีระบบการจัดการที่ดีเยี่ยมที่สุดในโลก

ใน “การท้าพ ิสูจน์แห่งสหัสวรรษ” ความผิดพลาดทั้งปวงอันนำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป มีต้นตอมาจากศรัทธาของเหล่าผู้นำกองทัพสหรัฐในแนวคิดการจัดการแบบรวมศูนย์ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงวางยุทธศาสตร์การสู้รบทั้งหมดบนสมมุติฐานว่าศัตรูเองก็ใช้ระบบการจ ัดการแบบรวมศูนย์เช่นเดียวกัน

หัวใจของระบบการจัดการแบบรวมศูนย์นั้น คือการประสานงานผ่านโครงข่ายติดต่อสื่อสารที่เชื่อมโยงศูนย์กลางกับส่วนต่าง ๆ หากถูกทำลายระบบก็ไม่สามารถใช้การได้ ดังนั้น เป้าหมายแรกในการโจมตีจึงเป็นการทำลายระบบประสานงานทั้งหมดของข้าศึก


ทว่า ในระบบการจัดการกันเองของศัตรู การประสานงานกับศูนย์กลางไม่ได้มีความสำคัญเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการประสานง านกันเองในแต่ละส่วนย่อยๆ ดังนั้น การทำลายโครงข่ายระบบโทรคมนาคมจึงแทบไม่มีผลต่อการทำงานของกองทัพข้าศึกเลยแ ม้แต่น้อย


ยิ่งไปกว่านี้ การพัฒนาในแบบคู่ขนานก็ยังผลให้แต่ละส่วนของกองทัพสามารถพลิกเพลง หาวิธีการติดต่อสื่อสารใหม่ๆมาใช้แทนได้ทันที และยังทำให้การปฏิบัติการในแต่ละส่วน คืบหน้าไปอย่างฉับไวและพร้อมเพรียงกัน ตรงกันข้าม การปฏิบัติการในฝั่งกองทัพสหรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะต้องรอการลำเลียงข้อมูลกว่า40,000รายการผ่านลำดับบังคับบัญชาไปยังศูนย ์บัญชาการ เพื่อให้บรรดาเหล่านายพลวิเคราะห์เสียก่อน แล้วจึงออกคำสั่งกลับไปยังแนวรบจึงจะดำเนินการได้

“หากเราต้องใช้วิธ ีการเหมือนฝ่ายตรงข้าม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำคงต้องกินเวลานานกว่านี้ถึงสองเท่า บางทีอาจถึงสี่เท่าก็เป็นได้”นายพลแวน ริบเปอร์กล่าว

ความพ่ายแพ้ของ กองทัพสหรัฐในการซ้อมรบครั้งนี้ หาได้กลายเป็นบทเรียนให้กับผู้นำประเทศสหรัฐ ถึงความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการแบบรวมศูนย์ไม่ เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน กองทัพสหรัฐก็เข้าโจมตีประเทศอิรักด้วยแนวคิดการจัดการแบบเดิมๆ พร้อมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ไฮเทคที่สามารถประเมินผลข้อมูลถึงกว่า40,000รายการ ได้ในพริบตา เป็นโชคดีของสหรัฐที่กองทัพอิรักไม่ได้ใช้วิธีจัดการแบบการจัดการกันเอง

สรุป

ความศรัทธาในประสิทธิภาพของการจัดการแบบรวมศูนย์ที่ฝังรากลึกลงไปในฐานความคิ ดของผู้คนนี้เอง คือพันธนาการที่ผูกรัดให้สังคมต้องจำยอมอยู่ภายใต้การปกครองของคนส่วนน้อยที ่ไร้ซึ่งความสามารถ มิหนำซ้ำกลับยังมองตนเองและผู้อื่นว่าไร้ค่าไร้ความหมาย ไม่สามารถทำอะไรได้

หากเราเปิดใจให้กว้างออกสักนิด เราจะพบว่า โลกนี้ มิได้มีแต่เพียงการจัดการแบบรวมศูนย์เท่านั้น ตรงกันข้าม ในทุกหนแห่งที่เราค้นหา เราจะพบเห็นการจัดการกันเองอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นภายในตัวเราเอง ในท้องถนน บนท้องฟ้า หรือว่าใต้มหาสมุทร กระบวนการจัดการกันเองไม่ได้เป็นสิ่งแปลกประหลาดมาจากไหน ทว่าดำรงอยู่กับเรามาช้านาน ในทุกอนูของสรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต

ความสำเร็จ ความรู้ ความสามารถต่างๆของมวลมนุษยชาติที่สะสมสร้างสรรค์กันมา ก็ล้วนเกิดจากกระบวนการจัดการกันเอง ทั้งสิ้น ในโลกของความเป็นจริงที่อาศัยการจัดการกันเองเพื่อการวิวัฒน์นี้ การจัดการกันเองไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอะไร ไม่จำเป็นต้องอาศัยการทุ่มเทและเสียสละสักปานไหน ในการจัดการกันเองนี้ เราทุกคนมีค่ามีประโยชน์ต่อกันและกัน ถึงเวลาลบล้างแนวคิดการจัดการแบบรวมศูนย์ออกจากสมองของกันและกันเสียทีได้แล ้ว

- วิลาศ

+++ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://nokkrob.org/

4 Comments:

  • การกู้ภัยเฮอริเคนแคททรีนา เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าหน่วยกู้ภัยแบบรวมศูนย์ของรัฐนั้นพิกลพิการ  และเชื่องช้า จนไม่สามารถกู้ชีวิตหลายพันชีวิตได้ ขณะเดียวกันผู้รอดตายจากเฮอริเคนยักษ์นี้ ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานเล็กๆ ที่เชื่อมโยงกันเองและไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร เช่นโบสถ์คริสต์หลายแห่งที่เตรียมอาหารและน้ำดื่ม และใช้การกระจายข่าวปากต่อปากของพี่มืด ที่ทำให้พี่มืดไปถึงน้ำและอาหารได้ หญิงในเมือง Santa Clara นางหนึ่ง ขับรถฮัมเมอร์จากแคลิฟอร์เนีย ไปช่วยคนได้สองร้อยกว่าคน นอกจากนี้ หน่วยงานอิสระจากแคนาดา  บินตรงมาช่วยชาวอเมริกันผู้ประสบภัยน้ำท่วมก่อนที่ทหารอเมริกันและ FEMA จะเดินทางมาถึงเสียอีก

    ปัจเจกบุคคล และหน่วยงานเล็กๆ รวดเร็วกว่าในการตัดสินใจ เพราะมีความพร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องรอคำสั่ง และไม่ถูกพันธนาการโดยการเมืองซึ่งเป็นเรื่องปกติของหน่วยงานขนาดใหญ่

    แต่ที่แย่ ก็คือว่าศักยภาพในการจัดการกันเอง บ่อยครั้งถูกคุกคามด้วยอำนาจของรัฐที่มีอาวุธครบมือ เช่นเมื่อผู้คนจะหนีออกจากเส้นทางเฮอริเคน ตำรวจก็ไปห้าม

    "Police agencies to the south of New Orleans were so fearful of the crowds trying to leave the city after Hurricane Katrina that they sealed a crucial bridge over the Mississippi River and turned back hundreds of desperate evacuees, two paramedics who were in the crowd said." (New York Times, September 10, 2005)

    สำหรับคนที่ตัดสินใจจะอยู่ต่อ ตำรวจก็ไปใส่กุญแจมือเขา ไล่ให้เขาออกไป

    ARMED police have begun to handcuff hurricane survivors who refuse to leave their homes in New Orleans. (Information Clearing House.info, Sep 9, 2005)

    เช่นนี้แล้ว ปัจเจกเล็กๆ และหน่วยงานอิสระที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพสูงกว่า จะป้องกันความสามารถของตนเองในการช่วยตนเองได้อย่างไร 

    Posted by gesundheit

    By Anonymous Anonymous, At 9/29/2005 04:57:00 AM  

  • ยุทธศาสตร์แบบจัดการกันเองเป็นแบบเดียวกันกับวิวัฒนาการ คือ มีสารพัดวิธี ตามแต่จะดัดแปลงกันเอง มากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง ในหลายๆจุดพร้อมๆกันครับ ดังนั้นจึงเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี
    ตรงข้ามกับแบบรวมศูนย์ ที่มีวิธีเดียวแต่ใช้ครอบจักวาล จะเปลี่ยนแต่ละทีก็ยาก ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะใช้การได้บ้างไม่ได้บ้างกับบางยุทธศาสตร์ของฝ่ายที่จัดการกันเองในบางจุดบางกรณี ครับ
    ยุทธศาสตร์ที่ใช้ได้ก็จะถูกเลียนแบบหรือเอาไปดัดแปลง ขยายผลในจุดอื่นเวลาอื่นต่อไป
    ผมคิดว่า ในกรณีการต่อสู้กับอำนาจรวมศูนย์ก็เช่นกันครับ คือไม่ชนะทุกจุดทุกเวลา แต่ก็ไม่แพ้หมดเช่นกัน แต่ว่ามีการปรับเปลียนเรียนรู้และวิวัฒนาการกันต่อไป ตรงกันข้ามฝ่ายผู้มีอำนาจ เขาก็ใช้วิธีเดิมของเขาไป แต่จะให้ชนะมากกว่านี้ เราต้องมีจำนวนมากกว่านี้หลากหลายกว่านี้ ติดต่อกันมากกว่านี้ เราจึงจะมีวิวัฒนาการที่เร็วกว่านี้
    สาหตุหลักที่แนวคิดการจัดการกันเองไม่เป็นที่แพร่หลายมากกว่านี้ทั้งที่มีประสิทธิภาพกว่า ไม่ใช่มาจากการใช้กำลังบังคับโดยตรง แต่มาจากฐานคิดแบบรวมศูยน์ที่สังคมแบบรวมศูนย์ปลูกฝังและตอกย้ำให้เรา แล้วเราก็เอามาใช้กับกันและกันโดยไม่รู้ตัว นี่แหละครับเป็นตัวทำลายความสามารถในการจัดการกันเองที่แท้จริง

    By Anonymous Anonymous, At 9/29/2005 01:42:00 PM  

  • ใครช่วยวิเคราะห์ให้ทีว่าการจัดการกับทสึนามีในประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นการจัดการประเภทไหน สำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร 

    Posted by tee

    By Anonymous Anonymous, At 9/30/2005 10:24:00 AM  

  • คุณหญิงพรทิพย์พูดในทีวีว่า ความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ประสพภัยเกิดจากอาสาสมัครครับ 

    Posted by วิลาศ

    By Anonymous Anonymous, At 9/30/2005 01:43:00 PM  

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home