เปิดโปง: รัฐก่อการร้ายเพื่อดอลล่าร์
งบทางทหารที่สหรัฐฯ เพิ่มให้กับไทย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียอย่างมหาศาล หลังเหตุการณ์ 9/11 น่าจะเป็นกุญแจสำคัญ
ที่ไขปริศนาว่า ทำไม รัฐบาลของทั้งสามประเทศนี้ จึงพร้อมใจกัน กระทำกับประชาชนของตน เยี่ยงผู้ก่อการร้าย
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2546 ทหารฟิลิปปินส์จำนวนสามร้อยนายได้วางกับระเบิด C-4 ในศูนย์การค้าในย่านใจกลางเมืองมะนิลา เป็นการจัดฉากการถูกวางระเบิด เพื่อที่ฟิลิปปินส์จะได้ดึงดูดเงินดอลล่าร์จากสหรัฐอเมริกามาทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย ในเวลาใกล้เคียงกัน ก็มีข่าวระเบิดโรงแรงแมริออทในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย และข่าวกรองรั่วมาว่าเหตุการณ์ตึกถล่ม 911 ในนิวยอร์คนั้น ได้ถูกวางแผนโดยผู้ก่อการร้ายในกรุงมะนิลา เมื่อนำเหตุการณ์เหล่านี้มาปะติดปะต่อกัน เราแทบจะทำนายได้ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงเป็นสนามรบต่อไปสำหรับการปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกาเป็นแน่
ประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย แม้จะดูไม่เผด็จการเหมือนอิหร่านหรือเกาหลีเหนือ แต่ก็มีผู้นำที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกา และพร้อมทุกเมื่อที่จะช่วยสหรัฐในปฏิบัติการกวาดล้างผู้ก่อการร้าย ทั้งนางอโรโย่แห่งฟิลิปปินส์ และนางเมกะวาตีแห่งอินโดนีเซียต่างก็ได้ใช้ความร่วมมือกับประธานาธิบดีบุชเป็นฉากบังหน้าในการกวาดล้างกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ในประเทศของตนเอง อันได้แก่เขตมินดาเนาในฟิลิปปินส์ และเขตอาเซในอิินโดนีเซีย
รัฐบาลฟิลิปปินส์ ได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการร่วมเป็นพันธมิตรกับวอชิงตันในครั้งนี้ ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีสหรัฐได้เพิ่มงบการช่วยเหลือฟิลิปปินส์จากปีละ 84 ล้านบาทในปี 2544 มาเป็นปีละกว่า 3,300 ล้านบาทในปี 2545 หรือ 40 เท่าในปีเดียว ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ได้ส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปในมินดาเนาเพื่อถล่มกลุ่มอบู ซายัฟ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเครือข่ายของอัล ไคด้า
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทหารอเมริกันกว่า 3,000 นายได้เดินทางมาถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งนางอโรโย่ ได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าทหารสหรัฐฯ กลุ่มนี้เข้ามาเพื่อร่วมฝึกรบกับทหารฟิลิปปินส์ ในทางกลับกัน โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกลับออกมาแถลงการณ์ ว่าทหารอเมริกันจะเข้าไปปราบปรามผู้ก่อการร้ายถึงพื้นที่ ไม่ใช่แค่ไปฝึกรบ
การกระทำดังกล่าว ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ซึ่งห้ามการเข้ามาต่อสู้ของทหารต่างชาติในประเทศฟิลิปปินส์ รัฐธรรมนูญนี้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อป้องกันการกลับมาของฐานทัพสหรัฐฯ ซึ่งเดิมมีอยู่กลาดเกลื่อนทั่วฟิลิปปินส์จนถึงปี 2535 เมื่อข่าวการกลับมาของทหารสหรัฐฯ ในครั้งนี้รั่วไปถึงประชาชน ก็เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจนนางอโรโย่ต้องยกเลิกปฏิบัติการดังกล่าว
หกเดือนให้หลัง ในขณะที่ทั่วโลกกำลังติดตามข่าวในอิรัก ก็ได้มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายครั้งในมินดาเนา ใครกันเป็นตัวการในการระเบิดเหล่านี้? ในขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศว่าตัวการคือกลุ่มอิสลามแบ่งแยกดินแดนโมโร (Moro Islamic Liberation Front) ทหารฝ่ายกบฏแย้งว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์เป็นผู้ก่อการระเบิดเสียเอง เป็นการสร้างภาพให้ประเทศฟิลิปปินส์ดูเป็นเป้าของการก่อการร้าย เพื่อที่จะทำให้สหรัฐฯ เข้ามายุ่งเกี่ยวและให้เงินสนับสนุนง่ายขึ้น
--------------------------------------------------------------------------------
ทหารฝ่ายกบฏ กล่าวหารัฐบาลว่า:
-ทหารระดับสูงของฟิลิปปินส์ได้ร่วมมือกับนางอโรโย่ในการวางระเบิดสนามบินในเมืองดาเวา ทางภาคใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตสามสิบคน ผู้นำฝ่ายกบฏอ้างว่ามีพยานหลายร้อยคนที่จะให้ปากคำได้
-กองทัพฟิลิปปินส์ได้กระทำการก่อการร้ายในมินดาเนาด้วยการขายอาวุธให้กับกองกำลังกบฏที่ทหาร
ของรัฐถูกส่งให้ไปสู้ด้วย
-เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้ช่วยให้ผู้ก่อการร้ายที่กำลังถูกกุมขัง หลบหนีออกจากคุก หลักฐานล่าสุดคือการหลบหนีของ Fathur Rohman al-Ghozi เมื่อวันที่ 14 กรกฎา จากคุกที่มียามคุ้มกันอย่างแน่นหนาในเมืองมนิลา นาย al-Ghozi มีชื่อเสียงทางด้านการผลิตระเบิดให้กับกลุ่ม Jemaah Islamiah (JI) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ก่อเหตุระเบิดในบาหลี และเหตุระเบิดโรงแรมแมริออท
-ในขณะนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังเตรียมวางระเบิดก่อการร้าย เพื่อจะได้ประกาศกฏอัยการศึก
--------------------------------------------------------------------------------
นางอโรโย่ ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และกล่าวหาว่ากลุ่มกบฏเป็นหมากให้กับคู่แข่งทางการเมืองของเธอ ท้งนี้กลุ่มกบฏได้ชี้แจงว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะแย่งอำนาจ หากเพียงแต่ต้องการเปิดโปงแผนการลับระดับชาติเท่านั้น เมื่อนางอโรโย่สัญญาที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อหาดังกล่าว กลุ่มกบฏก็สลายตัวไปโดยไม่ได้ก่อความรุนแรงแต่ประการใด
ข้อกล่าวหารัฐบาลดังกล่าว เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในบรรดาสื่อมวลชนหรือแม้กระทั่งในวงการทหาร อดีตกัปตันเรือนาวิกโยธินคนหนึ่งได้แสดงความเห็นว่าข้อกล่าวหานี้ “มีเหตุผล และชอบธรรม” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ได้รายงานว่าการที่กองทัพขายอาวุธให้กับกลุ่มกบฏนั้นเป็น “ความลับที่ถูกเปิดเผย” และ “รู้กันทั่วไป” นายพลนาซิสโก อบาย่า ได้ยอมรับว่า “การคอรัปชั่นมีอยู่ในทุกระดับ ส่วนทางด้านตำรวจก็ได้ยอมรับแล้วว่าการแหกคุกของนาย al-Ghozi นั้นคงเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีคนข้างในช่วย ที่สำคัญที่สุดก็คือการลาออกของนายวิคเตอร์ คอร์พัสซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองทหารของฟิลิปปินส์
นอกจากนี้ ทหารฝ่ายกบฏมิใช่กลุ่มแรกที่กล่าวหารัฐบาลฟิลิปปินส์เรื่องการวางระเบิดประชาชนของตนเอง ก่อนหน้าเหตุการณ์กบฏหลายวัน กลุ่มสหพันธ์ของทนายความ เอ็นจีโอ และกลุ่มทางศาสนา ได้ริเริ่ม “ปฏิบัติการค้นหาความจริง” เพื่อสอบสวนข่าวลือที่ว่ารัฐบาลมีส่วนร่วมในการวางระเบิดในเมืองดาเวา นอกจากนี้ทางสหพันธ์ยังได้พยายามสอบสวนบทบาทของหน่วยราชการลับของสหรัฐอเมริกาในความรุนแรงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ด้วย
ข้อสงสัยเหล่านั้น สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ประหลาดในวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ในเมืองดาเวา ที่จู่ๆ ก็มีชายชาวอเมริกันชื่อ Michael Meiring จุดระเบิดในห้องพักของตัวเอง ทำให้ตนเองบาดเจ็บสาหัส จากนั้น ในขณะที่เขากำลังพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล นาย Meiring ก็ถูกชายลึกลับสองนายพาตัวบินกลับไปสหรัฐฯ ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์แจ้งว่าชายสองคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ FBI แม้ว่าทางการฟิลิปปินส์จะเรียกร้องให้บินนาย Meiring กลับมาพิพากษาแต่ก็ไม่ได้ผล หนังสือพิมพ์ BusinessWorld รายงานว่านาย Meiring นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน CIA ที่มาปฏิบัติการลับในฟิลิปปินส์เพื่อที่กองพลของสหรัฐฯ จะเข้ามาตั้งฐานทัพในฟิลิปปินส์อีกครั้งได้อย่างชอบธรรม
แม้กระนั้นก็ตาม ประเด็นร้อนเกี่ยวกับนาย Meiring นี้ไม่เคยถูกรายงานในสื่อของสหรัฐฯ เลย ส่วนเรื่องของข้อกล่าวหาของกลุ่มกบฏก็ปรากฏในสื่อสหรัฐฯ เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น บางทีอาจเป็นเพราะว่ามันดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวจนเกินไป -- เรื่องของรัฐบาลต่างประเทศรัฐบาลหนึ่งที่จุดไฟก่อการร้ายขึ้นมาเสียเอง เพื่อที่จะดึงดูดงบช่วยเหลือทางการทหาร เพื่อการดำรงอำนาจ และละเมิดสิทธิมนุษยชน -- คนอเมริกันจะสนใจเรื่องอย่างนี้ไปทำไมล่ะ
----------------------------------------------
ขัดเกลาสำนวนให้เป็นไทย จาก Naomi Klein
The Guardian (UK) August 16, 2003








2 Comments:
โจรกระจอก
By
Anonymous, At
4/06/2005 02:58:00 PM
วันที่ 29 มิถุนายน 2547 นาย Darryl N. Johnson เอกอัครราชทูตสหรัฐกล่าวขอบคุณรัฐบาลทักษิณ ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ ในการอุดหนุนอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธของสหรัฐ
"For that, I would like to say: thank you."
"We know you will make good use of these UH-1s, as you have the Black Hawks you have purchased [during] the past several years, and which we hope will be the long-term future of army aviation in Thailand,"
"Last week, the U.S. Commander of Pacific Forces, Admiral Fargo, and I met with Prime Minister Thaksin. The prime minister mentioned the difficulty the Royal Thai Army (RTA) faces, in having been trained and equipped to fight communists in the jungle, or counter an invasion from outside the country"
"Now the challenges are different, particularly in countering the unrest in the south, as well as in countering drug traffickers,"
( http://bangkok.usembassy.gov/news/press/2004/nrot044.htm )
Darryl N. Johnson เอกอัครราชทูตสหรัฐ ยังกล่าวอีกว่าเขาหวังว่าอาวุธที่สั่งซื้อไปนั้น จะได้นําไปใช้ใน สงครามยาเสพติด และการปราบปรามชาวมุสลิมในภาคใต้
Posted by 29
By
Anonymous, At
4/07/2005 04:50:00 AM
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home