มาเริ่มกิจกรรม " รับพี่ " กันดีกว่า



บางท่าน กล่าวว่า
รุ่นน้องปีนี้ รุ่นพี่ปีหน้า

แต่เรา เห็นว่า
รับพี่ ปีนี้ ไร้พี่ปีหน้า !






1. เริ่มล่ารายชื่อคนที่จะเป็นนักเรียนปีแรกกันก่อน
(เอาเบอร์มือถือเพื่อนๆปีแรกมาให้มากที่สุด)

2. ตั้งคณะกรรมการ "ต้อนรับพี่"

3. ยอมเข้าพิธี "รับน้อง" เพื่อค้นหารุ่นพี่ "ตัวการ"

4. ใช้วิธี "Divide and Conquer" เพื่อทําให้รุ่นพี่แตกกันเอง
(รุ่นพี่ที่เป็นนักกิจกรรมจริงๆคงมีไม่มากหรอก)

5. ถือหางกลุ่มรุ่นพี่นักกิจกรรมที่ไม่ใช่กลุ่มหลัก (แต่อยากเป็น)

6. ยุให้รุ่นพี่ตีกันเอง

7. ทําพิธี "ต้อนรับพี่ใหม่" เป็นคนๆไป โดยเลือกเอารุ่นพี่ "ตัวการ" เวลาเผลอเดินคนเดียวนอกมหาลัยฯ (อย่าลืมใส่ "หน้ากาก" ล่ะ)

8. ทําอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆเป็นระยะๆ
เวลารุ่นพี่เริ่มระวัง… เราเลิก…. เวลารุ่นพี่เผลอ…. เราเล่นงาน !

9. มาเริ่มสนุกกันดีกว่า เรามีเวลา 4 ปีเต็มๆ

รุ่นน้องปีหน้าอยู่ฝ่ายเรา !

-- รุ่นน้องปีหน้า

-------------------------------------------------

ระบบการอุดมศึกษากับวัฒนธรรมและการรับน้องใหม่

บทความโดย อัครพงษ์ ค่ำคูณ
อุษาคเนย์ศึกษา, ท่าพระจันทร์

ก ่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจในเบื้องต้น โดยต้องไม่ปฏิเสธว่า “การ รับน้องใหม่” เป็นเรื่องของ ความปรารถนาอันแรงกล้า ผสมผเสปนเปคละเคล้าเข้ากับความกระหายใคร่อยาก ที่จะปรนเปรอป้อนปันประสบการณ์ชีวิตด้านต่างๆ จากรั้วมหาวิทยาลัย (แม้จะน้อยนิดเพียง few years) จากรุ่นพี่ (อยู่เก่า)ไปสู่รุ่นน้อง (เข้าใหม่)

ถือเป็นลักษณะประการหนึ่ง ในการแสดงออกของสัญชาตญาณตกผลึก ซึ่งรุ่นพี่ได้รับถ่ายทอดและถูกกระทำมาสารพัดวิธี ตามวิถีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งแห่งสถาบัน และหากลองเทียบเคียงให้ การรับน้องใหม่ เป็นหนึ่งในบรรทัดฐานทางสังคม ว่าด้วย จารีตจำเพาะ หรือ วิถีประชาพื้นถิ่น ที่มีเอกลักษณ์และความเป็นหนึ่งตามสถาบันนั้นๆ อาจนำไปสู่การตีความได้ว่า การต้อนรับน้องใหม่ มีองค์ประกอบสำคัญทั้ง 4 ประการ ของ “วัฒนธรรม” คือ องค์วัตถุ ได้แก่ การสร้างสัญลักษณ์ต่างๆ, องค์การ ได้แก่การรวมกลุ่มที่มีระบบโครงสร้างที่ชัดเจน, องค์พิธีการ ได้แก่ มีพิธีกรรมต่างๆ, และ องค์มติ ได้แก่ ความเข้าใจ ความเชื่อ อุดมการณ์ การยอมรับว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด

เมื่อตกลงที่จะเข้าใจเช่นนี้แล้ว ลองตั้งข้อสังเกตบางประการ ดังนี้
ประการแรก ความต้องการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ ของรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย
(ซึ่งอายุมากกว่ารุ่นน้องเพียงไม่กี่ปีหรือบางคนอาจอายุน้อยกว่ารุ่นน้องเสียอีก)
ผ่านรูปแบบพิธีกรรมที่พยายามแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น มุ่งให้เกิดความสามัคคี ฝึกฝนระเบียบวินัย ฝึกให้อดทนต่อสิ่งเร้าต่างๆ
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฝึกฝนคุณธรรมจริยธรรมของการอยู่ร่วมกันในสังคม
แ ละอื่นๆ อีกมากตามแต่สารพัดจะจัดหา แสดงให้เห็นว่า การอุดมศึกษาไทยได้ผลิตบุคคลากรที่ (คิดว่าตนเป็นรุ่นพี่อยู่ในมหาวิทยาลัยมาก่อนยาวนานเพียง 2 ถึง 4 ปี ไม่เกิน 7 ปี) สามารถวางแผนงานการจัดกิจกรรมอันทรงคุณประโยชน์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ของมนุษย์คนอื่นๆ ได้ จึงสมควรให้กิจกรรมรับน้องใหม่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อไป

อาจถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของการศึกษาระดับสูงของชาติที่ทำให้นิสิตนักศึกษา
(ที่เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง) สามารถทึกทักเอาว่า มหาวิทยาลัย คือ
ความสำเร็จและความหมายสูงสุดทั้งมวลของชีวิต


ในทางกลับกัน การที่รุ่นพี่พยายามยัดเยียดกิจกรรมรับน้องใหม่ให้แก่รุ่นน้อง
ผ่านพิธีกรรมต่างๆ ทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม แสดงให้เห็นว่า
นิสิตนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เล็งเห็นอย่างแน่วแน่แล้วว่า
การศึกษาขั้นพื้นฐานที่รุ่นน้องและตนเองได้ร่ำเรียนมายาวนานถึง 12 ปี
(ประถม 6 ถึง มัธยม 6) ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการสั่งสอนอบรม
เพื่อมอบความมีคุณธรรมจริยธรรม ความอดทน ความมีระเบียบวินัย และ/หรือ
แนวทางการดำรงชีวิตอันใดให้ผู้เรียนเลย จึงจำเป็นต้องจัดกิจกรรมเพื่อการบ่มเพาะนิสัยให้แก่รุ่นน้องทั้งหมด ผ่านประเพณีการรับน้องใหม่

คำถามคือ เราควรภูมิใจกับความสำเร็จของระบบอุดมศึกษา หรือ
ต้องเสียใจกับความล้มเหลวของการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี
ประการที่สอง สยามประเทศไทย สถาปนาสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุด
(โดยไม่นับโรงเรียนนายร้อยฯ) มีอายุไม่ถึง 100 ปี (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2459) แต่กลับสามารถสถาปนา จารีตประเพณีการรับน้องใหม่
(ที่ Imported มาไม่ถึงกึ่งศตวรรษ) ให้มั่นคงลงรากลึกได้มากเสียยิ่งกว่า
ร ูปแบบและระบบการเรียนการสอนที่ดีเสียอีก และหากพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้ว การศึกษาระดับอุดมศึกษาของชาติ สถาบันต่างๆ นับตั้งแต่แรกสถาปนาล้วนเป็นการผลิตบุคคลากรเพื่อป้อนระบบราชการ การเมือง การตลาดและอื่นๆ ทั้งสิ้น การรับน้องใหม่จึงเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่าง กลุ่มคนใหม่ๆ ไปสู่กลุ่มคนเก่าๆ ให้ได้มีปฏิสัมพันธ์รู้จักมักคุ้นอันดีเพื่อความแนบแน่นทางจิตใจต่อกัน และเชื่อกันว่าสถาบันแห่งไหนยิ่งมีพิธีกรรมมากเท่าใด ก็จะสามารถสร้างสายใยเชื่อมโยงได้มากเท่านั้น

คำถามคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่มนุษย์ปกติธรรมดาๆ คนอื่นๆ ซึ่งไม่เคยผ่านพิธีกรรม และไม่มีแม้แต่โอกาสสักน้อยนิดที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย (อุดมศึกษา) จะได้รับความคุ้มครอง ความรักความเมตตาจากรุ่นพี่ (ที่ตอนนี้ไปอยู่ในระบบต่างๆ ของการบริหารประเทศ) อย่างเสมอภาคเท่าเทียมเทียบเท่าสายใยความผูกพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากสถาบันผ ่าน ประเพณีการรับน้องใหม่

ประการสุดท้าย หากกิจกรรมรับน้องใหม่เป็น วัฒนธรรมที่มีองค์ประกอบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมกลุ่มคนมากมายให้มาอยู่ร่วมกันชัดเจน มีการสร้างสัญลักษณ์ประจำกลุ่ม มีพิธีกรรมให้ปฏิบัติสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีความคิดความเชื่อ อุดมการณ์ และการยอมรับว่าถูกหรือผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์มติ ที่ต้องคำนึงถึงอุดมการณ์และความถูกต้องของความคิดความเชื่อที่มีอยู่ในพิธี กรรมนั้นๆ ด้วย

โดยสรุป เมื่อเราพบว่าการรับน้องใหม่เป็นความสำเร็จของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย (อุดมศึกษา) ในการสร้างบุคคลากรที่สามารถจะมั่นใจและภาคภูมิในตัวเองได้ว่า เป็นผู้อาจหาญสร้างสรรค์กิจจกรรมเพื่อแก้ไขความล้มเหลวของระบบการศึกษาขั้นพ ื้นฐาน 12 ปี และสามารถสร้างประเพณีพิธีกรรม เพื่อสร้างความรักความสามัคคีให้แก่ผู้คนในสถาบันของตน เราจึงไม่สามารถประณามก่นด่า กีดกันห้ามปราบ หรือ ยกเลิกกิจกรรมรับน้องใหม่ ให้หมดไปจากระบบการอุดมศึกษาได้

แต่หากเรา ถือว่า การรับน้องใหม่เป็น วัฒนธรรม ที่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งได้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้สมบูรณ์ในตัวของมันเ องตามองค์ประกอบที่ครบถ้วน แต่หากกล่าวถึงลักษณะธรรมชาติของวัฒนธรรมที่ประกอบด้วย วัฒนธรรมสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้, วัฒนธรรมสามารถเคลื่อนย้ายถ่ายทอดได้, วัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้, และวัฒนธรรมสามารถหมดหายไปได้หากไม่ตอบสนองความต้องการของสังคมอีกต่อไป

ค ำถามคือ ตลอดระยะเวลาไม่ถึงศตวรรษของระบบการอุดมศึกษาไทย มีความสำเร็จหรือความล้มเหลวใดบ้างที่เป็นผลผลิตอันเกิดจากการเรียนการสอนใน ระดับมหาวิทยาลัย ที่สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ได้มากเท่ากับ การรับน้องใหม่ ซึ่งกำลังถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง และอาจจะกลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่ทำให้เราต้องพิจารณาเพื่อเข้าใจให้ถ่องแท ้ถี่ถ้วนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบการอุดมศึกษากับการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม โดยน้องใหม่ที่กลายเป็นพี่เก่าจะสามารถประคับประคองสังคมนี้ให้อยู่รอดปลอดภ ัยต่อไปได้ในอนาคต

1 Comments:

  • ่อยาก "รับพี่" บ้าง ...
    (เพื่อสร้างความรักความสามัคคีให้แก่รุ่นพี่) 

    Posted by ู่รุ่นน้อง

    By Anonymous Anonymous, At 6/28/2005 03:20:00 AM  

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home