เบื้องหลัง การคอร์รัปชั่น

" ประชาชน 52.15 % เห็นว่าต่อไปนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจไม่ควรมีตำแหน่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีเลย และเพียง 25.28 % เท่านั้นที่เห็นว่ายังควรดำรงตำแหน่งอยู่"

"ที่สำคัญที่สุด ประชาชน 84.6 % เชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อเพียง 4.2 % เท่านั้น" (ผู้จัดการ)

ข ่าวที่น่าสนใจชิ้นนี้ สะท้อนความเป็นจริงที่เราท่านต่างก็ทราบดีกันอยู่แล้วว่า สังคมไทยยอมรับพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้มีอำนาจ ตราบใดที่ยังรู้สึกว่าพวกเขายังคงมีผลงานและสามารถสร้างผลประโยชน์ให้ส่วนรว มได้ และ ในเมื่อผู้มีอำนาจเองก็ทราบดีถึงค่านิยมนี้ พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่่ยนแปลงพฤติกรรมการทุจริตของตนแต่ประการใด หากเพียงอาศัยบิดเบือนข้อมูลข่าวสารต่อไป เพื่อตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ผู้มีอำนาจและประชาชนยังคงสามารถร่วมมือและแบ่งปันผลประโยชน์กันได้ โดยที่ต่างฝ่ายต่างได้รับส่วนแบ่งด้วยกันดังเช่นที่เคยเป็นมา เพียงเท่่านี้ก็เป็นการเพียงพอแล้ว

ดังนี้แล้ว เราจะยังคาดหวังว่าตัวผู้มีอำนาจจะเอาจริงกับการปราบปรามทุจริตที่พวกเขาเอง เป็นผู้กระทำได้หรือ ในฐานะประชาชนผู้ไร้ซึ่งอำนาจ มิหนำซ้ายังถูกกระหน่ำด้วยค่านิยมที่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นเสียเอง พวกเราจะต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ได้อย่างไร

โลกนี้เปลี่ยนไป

แ ท้จริง การที่ผู้มีอำนาจจะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองและพวกพ้องพร้อมๆ กันไปกับการแบ่งปันผลประโยชน์ให้สังคมนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ในโลกยุคปัจจุบัน เพราะโลกได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้้นเชิงแล้วนั่นเอง (พิจารณาตารางที่ 1)

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบสภาวะของโลกในอดีต กับปัจจุบัน

อดีต

ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ: ภาคการผลิต

ผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจ: ทุนทางการผลิต

เป้าหมายทางเศรษฐกิจ: เพิ่มผลผลิต

การกระจายรายได้: กระจายลง

ผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมือง: รัฐ

ฐานะของประชาชน: หุ้นส่วนในผลผลิต

การแบ่งปันผลประโยชน์: ทุกฝ่ายได้ (win-win)

ปัจจุบัน

ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ: ภาคการเงิน

ผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจ: ทุนเก็งกำไร

เป้าหมายทางเศรษฐกิจ: ลดการผลิต เพิ่มการเก็งกำไร

การกระจายรายได้: ถ่ายเทสู่นักเก็งกำไร (CEO)

ผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมือง: ซีอีโอ

ฐานะของประชาชน: คู่แข่งในการแย่งชิงเงินลงทุน

การแบ่งปันผลประโยชน์: ซีอีโอได้ ประชาชนเสีย ผู้ผลิตเสีย (zero-sum game)

ภ าวะผลผลิตล้นเกินตลาดโลกที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ได้ผลักดันให้ธุรกิจหันเหเข้าสู่การเก็งกำไรในมูลค่าทรัพย์สินทางการเงิน (หุ้น ตราสาร อนุพันธ์ ฯลฯ) และด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าภาคการผลิตหลายเท่าตัว เพียงไม่นานนัก ซีอีโอยุคใหม่ที่สร้างความมั่งคั่งจากการเก็งกำไร ก็ได้กลายเป็นกลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และในหลายประเทศ พวกเขาก็ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำสูงสุดทางการเมืองอีกด้วย

กระแสการ ควบคุมบริษัท (Merger and Acquisition) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการที่เรียกกันว่า รีเอ็นจิเนียริ่ง (reengineering) ที่บังเกิดขึ้นทั่วโลกตลอด 30 ปีมานี้ แท้จริงคือการทำให้ภาคการผลิตเล็กลง เพื่อโยกย้ายการลงทุนไปสู่การเก็งกำไรในภาคการเงินให้ได้มากที่สุด

ใ นเวลาเพียง 7 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2535-2542 มูลค่าทรัพย์สินที่เกิดจากการควบรวมบริษัททั่วโลกเพิ่มขั้นถึงกว่า 21 เท่า ในขณะที่ผลผลิต ของทั้งโลก ยกเว้นประเทศจีน ลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียว 65% ของกำลังการผลิตรวม [3]

ในโลกให ม่ที่ระบบเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สินที่อยู่ในภาคการเงินนี้ ประชากรแทบทั้งหมดบนโลกจึงไม่มีโอกาสได้รับส่วนแบ่งแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังกลายเป็นคู่แข่งตัวสำคัญในการแย่งชิงเงินลงทุนที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการสร้างความมั่งคั่งจากการเก็งกำไร และจำต้องตกเป็นผู้พ่ายแพ้มาโดยตลอด

ร ายงานการพัฒนาของมนุษย์ประจำปีพ.ศ. 2539 ขององค์กรสหประชาชาติ ระบุว่า จากปีพ.ศ. 2533 เป็นต้นมา ประเทศกำลังพัฒนากว่า 100 ประเทศ ต้องประสบกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หนึ่งในสี่ของประชากรโลก หรือ 1.6 พันล้านคน มีรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง [4]

ไม่เพียงแต่ประชาชนในประเ ทศโลกที่สามเท่านั้นที่ต้องสูญเสียและตกเป็นผู้แพ้ แม้แต่ผู้คนของประเทศกลุ่มผู้นำทุนนิยมเอง ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงชะตากรรมเช่นเดียวกันนี้ไปได้

สถาบันเศรษฐกิจแ นวใหม่ (New Economic Foundation) ได้พัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุขที่ยั่งยืนขึ้น เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชนในหลายประเทศทั่วโลก ย้อนกลับไปตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ. 2493 เป็นต้นมา และพบว่า หลังจากที่ได้รับประโบชน์จากเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่องมานานกว่า 50 ปี ประชาชนในประเทศผู้นำทุนนิยมส่วนใหญ่ ก็เริ่มมีคุณภาพชีวิตที่เลวลงเช่นกัน (โดยดูได้ในตารางที่ 2)

ตารางที่ 2: ดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุขที่ยั่งยืน

ปีที่ขึ้นสูงสุด

สหรัฐอเมริกา: 2511
อังกฤษ: 2517
เนเธอร์แลนด์: 2523
เยอรมัน: 2524
ออสเตรเลีย: 2524

ประมาณการลดลง

สหรัฐอเมริกา: ลดลง 40% จนต่ำกว่าปี 2493
อังกฤษ: พ.ศ. 2533 เหลือ 3% สูงกว่าปี 2493
เยอรมัน: ลดลง 40% ในเวลาเพียง 7 ปีจากปี 2524

(ที่มา: The Post-Corporate World โดย David C. Korten, หน้า 71)

ซีอีโอกับประชาชน: ใครได้ใครเสีย

ป ระเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงว่า ในโลกทุกวันนี้นักเก็งกำไรมืออาชีพระดับโลกคือผู้ที่สามารถตักตวงผลประโยชน์ มหาศาลจากการทุจริตคอร์รัปชั่นได้โดยไร้ความเสี่ยง และผู้คนส่วนใหญ่แทบทั้งหมดคือผู้ที่ถูกเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว

การศึ กษาข้อมู่ลของสำนักงบประมาณประจำรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (U.S. Congressional Budget Office) พบว่าในช่วง27 ปีจากปีพ.ศ. 2516-43 40% ของประชากรสหรัฐผู้เสียภาษีมีรายได้ที่แท้จริงลดลง 7% ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงสุด 1% มีรายได้เพิ่มขึ้น 148% เฉพาะผู้ที่รายได้มากที่สุด 0.1% มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 343% และที่น่าตกใจไปกว่านี้ ก็คือผู้ที่ร่ำรวยที่สุด 0.01% ของประเทศ พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 599% [5]

ยิ่งกว่านี้ อภิมหาซีอีโอ 10 คนแรกของประเทศ พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 44 เท่าตัว ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 20 ปี [6] ในขณะที่ผู้คนจำนวน 35.8 ล้านคน หรือ 12.5% ของทั้งประเทศกลายเป็นคนยากจน [7]

แม้แต่เหตุการณ์เศรษฐกิจฟอง สบู่โลกแตกที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคมปี 2543 ที่ทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรี่ท หดหายไปถึง 28 ล้านล้านบาท และมูลค่าหุ้นของทั่วทั้งโลก ลดฮวบลงถึงกว่า 50 ล้านล้านบาท [8] ก็หาได้กระทบบรรดาซีอีโอนักเก็งกำไรได้ไม่

เพราะเช่นเดียวกับครั้งก่ อนๆ พวกเขาเป็นเพียงแต่โยกเงินออกจากตลาดหุ้น ไปสู่การเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ ตลาดอนุพันธ์ หรือตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้า เท่านี้พวกเขาก็สามารถสร้างกำไรต่อไปตามปรกติ

ซีอีโอกับการทุจริตที่ไม่ต้องรับผิด

ข ่าวคราวของการทุจริตโดยบรรดาซีอีโอของบรรษัทขนาดยักษ์ต่างๆ เช่น เอนรอน ซีรอกส์ ไทโค โกลบอลครอสซิ่ง และเวิร์ลคอม ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังปราศจากผู้รับผิดชอบ ข่าวคราวเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานยืนยันถึงอำนาจที่เหนือกฏหมายของพวกเขา

น อกจากนี้ คณะรัฐมนตชุดปัจจุบันของสหรัฐ ก็ยังประกอบไปด้วยอดีตซีอีโอของบรรษัทยักษ์ใหญ่ถึง 6 คน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ [9] โดยหลายคนมีประวัติว่าเคยพัวพันกับการทุจริตมาก่อนเช่นเดียวกันกับนายคลินตั น ประธานาธิบดีคนก่อนที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการทุจริตในคดีบริษัทไวท์วอเตอ ร์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง นายบุชคนปัจจุบันก็เคยถูกสอบสวนในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าอาศัยข้อมูลลับ ของบริษัทที่เขาเป็นกรรมการในการซื้อขายหุ้น (inside trading) [10]

น ายดิ๊ก เชนีย์ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน อดีตรองประธานบริษัทฮาลิเบอร์ตัน บรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน ก็กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาที่บริษัทติดสินบนรัฐบาลไนจีเรียด้วยเงินจำนวน 7380 ล้านบาท ในขณะที่เขายังเป็นผู้บริหารบริษัทดังกล่าวอยู่ [11]

น อกจากนี้ หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับงบประมาณทางการทหารของรัฐบาลอเมริกันชุดนี ้ที่มีมูลค่าสูงถึง 16.4 ล้านล้านบาท [12] ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการ ว่ามีเงื่อนงำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายงบประมาณในการฟื้นฟูประเทศอิรัก

ท ั้งนี้ บริษัทฮาลิเบอร์ตัน เป็นผู้ได้รับสัมปทานรายใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่างานที่สูงที่สุดถึง 45,000 ล้านบาท [13] และนอกจากนี้ บริษัทเวิร์ลคอมที่ถูกดำเนินคดีเนื่องมาจากการตกแต่งบัญชี ก็เป็นอีกรายที่ได้รับการว่าจ้าง [14]

หากนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับในสหรัฐอเมริกา ก็จะพบว่าแทบจะไม่ต่างกันเลย นั่นก็คือ ซีอีโอผู้กุมอำนาจ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาแต่ประการใด

สรุป

ก ารจะต่อสู้กับทุจริตคอร์รัปชั่น ก็คือการร่วมกันค้นหาและตีแผ่ความจริงที่เกิดขึ้นให้เป็นที่ประจักษ์ต่อผู้ค นว่า ในโลกปัจจุบันที่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จคือซีอีโอนักเก็งกำไรมืออาชีพ การทุจริตคอร์รัปชั่นของพวกเขาที่มีจำนวนเพียงหยิบมือเดียว หมายถึงการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ของผู้คนแทบทั้งหมดแน่นอน สื่อมวลชนกระแสหลักอาจจะยังสามารถสื่อสารข้อเท็จจริงในการทุจริตคอร์รัปชั่น ของพวกเขาออกสู่สาธาณะได้ แต่ก็ไม่เพียงพอและรัฐ ในฐานะที่ต้องพึ่งพิงอำนาจของบรรดานักเก็งกำไรเหล่านี้ ก็ไม่ต้องการให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด

ดังนั้น ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับประชาชนด้วยกันเองเท่านั้นกระแสความเชื่อมั่นในระบบ เศรษฐกิจและการเมืองที่ลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็วที่บังเกิดขึ้นแล้วทั่วโลก เป็นประจักษ์พยานถึงขีดความสามารถของภาคประชาชนในการสื่อสารข้อเท็จจริงระหว ่างกัน ผ่านวิธีการที่ศูนย์อำนาจไม่อาจควบคุมได้

อาทิ การพูดคุยกันเอง สภากาแฟ ระบบอินเตอร์เน็ต การส่งผ่านข้อความทางโทรศัพท์มือถือ (SMS) เครือข่ายเทปผีซีดีเถื่อน ฯลฯวิธีการเหล่านี้ เมื่อบวกรวมกันแล้วกลายเป็นระบบเครือข่ายข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพสูงเ สียยิ่งกว่าการสื่อสารกระแสหลักเสียอีก

ถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนของ ไทยเรา สมควรจะหันมาให้ความสำคัญกับระบบเครือข่ายข้อมูลข่าวสารที่เป็นของประชาชนอย ่างแท้จริงเหล่านี้ แทนที่จะคิดอาศัยเพียงสื่อกระแสหลักที่ไร้อิสระมากขึ้นทุกทีเอกสาร

อ้างอิง

1. นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 กย. 2547 หน้า 2
2. นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 กย. 2547 http://www.bangkokbiznews.com/
3. U.S.A The Crumbling of Empire โดย Frederic F. Clairmont, วารสาร Resurgence ฉบับ มค./กพ. 2003 หน้า 21-22
4. Human Development Report ประจำปี พ.ศ. 2539 โดย United Nation Development Program (UNDP) หน้า 1
5. เพิ่งอ้าง หน้า 21
6. เพิ่งอ้าง หน้า 25
7. Us: Ranks of Poor, Uninsured Rose in 2003 โดย Genaro C. Armas
8. USA: The Crumbling... หน้า 21
9. Special Report Bush and Big Bussiness นิตยสาร The Economist ฉบับ 13-19 ก.ค. 2002 หน้า 23
10. เพิ่งอ้าง หน้า 22
11. http://www.the/nation.org, Will the French Indict Cheney? Doug Izeland 27 ธ.ค. 2003
12. USA: The Crumbling... หน้า 20
13. Contract Sport: What did the Vice-President Do for Halliburton? โดย Jane Mayer, จากเวปไซด์นิตยสาร The New Yorker, 2 ก.ย. 2004
14. Pentagon Hands Major Iraq Deal to Scandal-Ridden Worldcom โดย Associated Press, 22 ก.ย. 2004

2 Comments:

  • น่าสนใจในบทสรุปของคุณวิลาศ เมื่อเปรียบเทียบกับ Sixth Declaration of the Selva Lacandona  ของ Zapatista
    ใครว่างกรุณาช่วยแปลให้ คนไทยได้อ่านบ้าง 

    Posted by สยามฯ

    By Anonymous Anonymous, At 7/06/2005 01:05:00 PM  

  • Arroyo = Taksin 

    Posted by ==

    By Anonymous Anonymous, At 8/02/2005 06:35:00 AM  

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]



<< Home